พัทยาเดลีนิวส์

17 มิถุนายน 2553 :: 15:06:41 pm 23303

โคตรเพชรฆาต แห่งคลองบางมุด ๒๔๐๗

ตำนานที่ไม่ใช่เรื่องเล่า "ไอ้ด่าง" คลองบางมุด จระเข้ยักษ์กินคน ที่ได้ถูกพาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ ”พิมพ์ไทย” ปีที่ ๑๘ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ด้วยความที่มันมีขนาดที่ใหญ่ ฉลาดและดุร้าย จนชาวบ้านต้องหวาดผวา
สนใจโฆษณา

เมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว ชาวบ้านแห่งคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ยังคงใช้การสัญจรทางน้ำ เป็นเส้นทางสายหลักในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีจำนวนจระเข้น้อยใหญ่อาศัยอยู่จำนวนมาก จนเย็นวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน จุดเริ่มต้นของมัจจุราชยักษ์ปรากฎตัวขึ้น นายอุดม ลงอาบน้ำในคลอง ได้ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตาชาวบ้านนับสิบ จนรุ่งเช้าศพลอยขึ้นมาในสภาพบริเวณลำตัวขาดแหว่ง คาดว่าจระเข้ใช้ขาหน้าทั้งคู่กดเหยื่อไว้ และลงมือกัดกินที่ลำตัว และอีก ๒ – ๓ วันต่อมา นายอิน ชาวเขมรบ้านเดิมอยู่ จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด เอาเรือเล็กออกไปตัดจากมามุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดกิ่งจากอยู่ในเรือ จระเข้ยักษ์ ได้พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือคาบขานายอินตกลงไปในน้ำ นายอินดิ้นและเกาะแคมเรือ ส่งเสียงร้องให้ภรรยาซึ่งอยู่บนฝั่งช่วย เธอพยายามกระพุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ แต่ไม่เป็นผล จระเข้ยักษ์ได้คาบนายอินจมหายลงไปใต้ท้องน้ำต่อหน้าต่อตา จนรุ่งขึ้นถึงพบศพนายอินลอยขึ้นมาในสภาพศพแบบเดียวกันกับนายอุดม ซึ่งชาวบ้านเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง”

ข่าวจระเข้ยักษ์อาละวาดกินคนไปแล้ว ๒ ศพ แพร่กระจายไปทั่ว ชุมพร ส.ต.อ.บุญโชติ และครูสมพงษ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายอินผู้ตาย ถึงกับลาราชการเพื่อออกล่าจระเข้ ร่วมกับนายแดง เจ้าของโรงสีปืน โดยใช้เรือ ๒ ลำออกล่า จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่งของกลางเดือนตุลาคม คณะล่าจระเข้ใช้ระเบิดกระป๋องนมจุดโยนลงไปในน้ำ ๑๔ กระป๋อง ระเบิดติดต่อกันจนถึงกระป๋องสุดท้าย จระเข้ยักษ์ก็โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน อาละวาดฟาดหัว ฟาดหาง อ้าปากพุ่งงับแคมเรือทะลุ นายแดงซึ่งทำหน้าที่คัดท้ายเรือ เสียหลักตกน้ำ จระเข้ยักษ์ว่ายรี่เข้าไปหมายจะคาบนายแดง คณะนักล่าจึงพากันระดมยิงด้วยปืนเล็กยาวแบบ .๘๓ และปืนพก จนจระเข้ยักษ์ผละจากนายแดงจมหายไปทันที นายแดงจึงรอดหวุดหวิด ต่อมามีตำรวจพลร่มหน่วย ” เสือดำ ” ๒ นาย จากค่ายนเรศวร หัวหิน เข้าสมทบกับคณะล่าจระเข้ของ ส.ต.อ.บุญโชติ โดยตีวงตั้งแต่ปากอ่าวตะโกกับคลองบางมุด นำเรือออกล่าถึง ๔๘ ชั่วโมง และนักล่าชุดที่ ๓ เป็นแขกชื่อนายหะหมัด อายุ ๖๕ ปี ผมขาวโพลนทั้งศรีษะ มาจาก ต. เขาสง ท่าชนะ ที่บุกเดี่ยวลงเรือเล็กออกล่าโดยใช้หอกเล่มเดียว แต่นักล่าทั้ง ๓ คณะ ต้องประสบกับความล้มเหลวหลายสิบครั้ง ในการออกติดตามค้นหา ”ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์

วันที่ ๑ กันยายน คณะนักล่าร่วมมือกันกับ กำนันตำบลปากตะโก กำนันตำบลบางน้ำขวาง และผู้ใหญ่บ้านคลองบางมุด ประสานงานกับชาวบ้าน ๒๐๐ คน ระดมเรือ ๑๐๐ ลำเศษ ผูกเรือเล็กเป็นแพ แพละ ๕ – ๖ ลำ แยกย้ายไปเริ่มต้นจากในบาง ( คลองซอย ) ที่เป็นต้นน้ำ ระยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร แล้วใช้ไม้ไล่กระทุ้งลงไปถึงพื้นน้ำทุกระยะจนถึงคลองใหญ่ ที่คลองใหญ่จะมีกองเรืออีกขบวนหนึ่งใช้ไม้กระทุ้งไล่มาจากอีก ๓ คลองคือ คลองบางมุด คลองน้ำขาว และคลองบางด้าน ใช้ไม้กระทุ้งไล่จระเข้ทุกตัวที่น่าจะกบดานอยู่ ให้หนีมุ่งออกไปยังปากคลองตะโก ที่ได้ขึงอวนขนาดใหญ่กั้นขวางทั้งคลอง วางเบ็ดราวขึงจากหน้าดินสลับเป็นชั้นขึ้นมาถึงผิวน้ำ เรือทุกลำได้แยกย้ายออกกระทุ้งไล่ตามแผนการ จนพลบค่ำ แต่ไม่พบจระเข้แม้แต่ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่คลองตะโกกับคลองบางมุดเป็นแหล่งที่มีจระเข้ชุกชุมมากที่สุด ทำให้แผนการกวาดล้างต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สาเหตุหนึ่งน่าจะเกิดจาก การไม่เข้าใจลักษณะนิสัยจระเข้ ซึ่งจะขึ้นผึ่งแดดบนฝั่งในเวลากลางวัน แต่คณะล่าควานหาตัวเฉพาะในน้ำ ไม่ได้ครอบคลุมถึงบนฝั่ง

เชื่อว่า “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์หลบหนีการตามล่าจากคลองบางมุด ไปอยู่ในคลองเขาปีบ ซึ่งเป็นคลองแยกไปคลองบางมุด และคลองตะโก จากการเปิดเผยของชาวบ้านปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน มีชาวบ้านพบเห็นจระเข้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ลอยตัวขึ้นกลางคลอง และบางทีก็ขึ้นฝั่งบนตลิ่ง อาละวาดไล่กัดเรือพาย และชาวบ้านจนไม่มีใครกล้านำเรือ ผ่านคลองเขาปีบอีกเลย ต่อมาเวลาประมาณ ๔ น.เศษ นายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ ต.ทุ่งตะไคร้ บ้านหัวท่า ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู ในขากลับเดินข้ามคลองเขาปีบ ขณะที่น้ำกำลังขึ้นท่วมสะพานลึกถึงเข่า จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่ในร่องน้ำบ่าจากริมคลอง ก็พุ่งตัวอ้าปากกัดแล้วลากนายช้วนลงใต้น้ำทันที เสียงร้องขอความช่วยเหลือของนายนายช้วนดังไปทั่วบริเวณ ๒ ฟากคลอง ทำให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องรีบพากันออกมาช่วยเหลือ

ญาติของนายช้วนเดินทางเข้าตัวจังหวัดชุมพร โดยนำข่าวไปบอกกับญาติของนายช้วน ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ.จำนง พิมาน ทั้ง ๒ คนได้รายงานขออนุญาตลาผู้บังคับบัญชา และขออนุมัติติดตามล่าจระเข้ยักษ์โดยใช้อาวุธ ซึ่งมีผู้ร่วมเดินทางอีก ๔ คน คืน ร.ท.ลิขิต จันทโรทัย ร.ท.มาโนช เขียนยาคำ ส.อ.ละออ นาคจิตติ และส.อ.ช่วน แปลงรอด โดยไปถึงเมื่อเวลา ๑๒ น.เศษ พบชาวบ้านฝั่งคลองเขาปีบประมาณ ๑๐๐ กว่าคน ถืออาวุธปืนและฉมวก กำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตามแนวขนานทั้ง ๒ ฝั่ง ซึ่งในที่สุดก็พบศพนายช้วน อยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่งที่ถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ ลากไปขัดไว้ แต่ดึงออกมาไม่ได้ ต้องดำน้ำลงไปใช้เชือกผูกศพซะก่อน แล้วจึงใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่ จึงลากศพนายช้วนขึ้นมาได้ สภาพศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็นเลย เพราะถูกจระเข้กัดกินด้วยความหิวกระหาย กับถูกรากไม้ครูดจนจำแทบไม่ได้ ทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน

ที่พบศพของนายช้วน เป็นแอ่งน้ำลึกที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ ซึ่งน่าจะใช้เป็นที่หลบซ่อนกบดานด้วย คณะนักล่าจึงให้ชาวบ้านทุกคน หลบขึ้นไปบนตลิ่ง ก่อนจะใช้ระเบิดซี .๓ หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์ เสียงระเบิดดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับน้ำที่พุ่งเป็นลำขึ้นสูง เมื่อสิ้นเสียงระเบิด ก็ยังไม่พบเห็นอะไรผิดปกติ ส.อ.ห้วงจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดซี.๓ อีก ๒ ลูกตามลงไปในวังน้ำลึกนั้นอีก เสียงระเบิดครั้งที่ ๒ นี้เอง ทำให้ทุกคนเห็นพรายน้ำผุดขึ้น แล้วพุ่งเป็นทางไปตามลำคลองด้านเหนืออย่างรวดเร็ว “นั่นไอ้ด่าง หนีไปแล้ว” เสียงใครสักคนร้องบอก ทำให้ชาวบ้านและคณะล่าจระเข้ ออกวิ่งไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิดทั้งสองฝั่งคลอง และพบว่าพรายน้ำผุดเป็นทางนั้นไปหยุดที่ริมตลิ่ง ซึ่งมีน้ำลึกแค่เอว แต่ก่อนที่ใครจะทำอะไรต่อไป ส.อ.ห้วงได้สั่งให้ทุกคนหนีขึ้นตลิ่ง ส่วนตัวเขาปีนขึ้นต้นตาตุ่ม ริมคลอง พร้อมหย่อนระเบิดซี .๓ ลงไปตรงบริเวณที่พรายน้ำวิ่งมาหยุด การระเบิดครั้งที่ ๓ นี้ได้ผล จระเข้ยักษ์สิ้นฤทธิ์เพราะแรงระเบิดตกถูกเป้าหมาย

ชาวบ้านจึงช่วยกันเอาเชือกมัด “ไอ้ด่าง” ก่อนจะลากจระเข้ยักษ์ออกจากคลองเขาปีบ มุ่งหน้าไปยังตลาดอำเภอสวี ในสภาพที่ร่อแร่ ขาหน้าด้านขวาถูกกระสุนปืนลูกโดดฝั่งใน ด้านซ้ายของลำตัวเนื้อเละไปทั้งแถบ คอด้านขวาเป็นรูเน่า ส่วนสันหลังบริเวณกว้างยาว ๑ ศอก ยุ่ยเป็นรอยไหม้ซี่โครงหักหลายซี่ เพราะถูกแรงระเบิด จากการวัดซากจระเข้ยักษ์มีความยาวจากหัวถึงหาง ๔.๒๕ เมตร รอบตัว ๑.๗๕ เมตร เล็กกว่าถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร ๗ นิ้ว จากหัวถึงคอ ๒๕ นิ้ว อ้าปากกว้าง ๒๐ นิ้ว เมื่อผ่าส่วนกระเพาะของจระเข้ยักษ์ เจ้าหน้าที่ ๑๐ กว่าคนต้องตะลึงเมื่อพบว่า นอกจากเศษอิฐ เศษหินแล้ว ยังพบหัวกระโหลกมนุษย์ถึง ๒ หัว ยังอยู่ในสภาพมีเศษผมติดกับหนังศรีษะอยู่ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของมนุษย์ในกระเพาะจระเข้ตัวนี้อีก มีกระดูกส่วนขากับสะบ้าจากเข่าคน และยังมีตะขอเหล็กขนาดใหญ่อีก ๑ ตัว จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้ต้องกินคนมาก่อนหน้านี้ ซากไอ้ด่างถูกนายไห้ แซ่เซ็ง ซื้อตัวไปในราคา ๒๓,๐๐๐ บาท ทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดได้ตัวไอ้ด่างไปอย่างน่าเสียดาย และที่สำคัญก็คือ ปลายจมูกที่เรียกกันว่าก้อนขี้หมาของ “ไอ้ด่าง” มีส่วนนูนโผล่ขึ้นมาเพียงเล็กน้อย แสดงว่า “ไอ้ด่าง” เป็นตัวเมีย พันธุ์ ไอ้เคี่ยม ซึ่งอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด มีนิสัยดุร้ายของนักล่า และ กินคน ทุกวันนี้ เมื่อมีการพบจระเข้ขนาดใหญ่ ก็ยังมักเอ่ยเปรียบเทียบกับ “ไอ้ด่าง” ในอดีตทุกครั้งไป

ซึ่งเรื่องราวของไอ้ด่างเกยชัยแห่งคลองบางมุดนี้ โด่งดังจนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทย 2 ครั้ง ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2531 ใช้ชื่อว่า ไอ้ด่างเกยชัย นำแสดงโดย บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, สรารัตน์ หรุ่มเรืองวงศ์ ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2548 ใช้ชื่อว่า โคตรเพชฌฆาต นำแสดงโดย ชาติชาย งามสรรพ์ และ จิรภัทร์ วงศ์ไพศาลลักษณ์ กำกับโดย อนัต ยวงเงิน

อ้างอิงจาก: นสพ.พิมพ์ไทย พ.ศ. ๒๕๐๗ www.pantip.com และ www.siamsouth.com โดย : คุณาพร. [ ๒๖/๐๒/๒๐๐๖ ] ที่มา ไอ้ด่างบางมุด.. ตำนานของจระเข้ “ดุร้าย” ที่สุดโดย คนหลังจอ ปากน้ำหลังสวน.. ชุมพร

Photo : Internet   Category : ไลฟ์สไตล์

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

เอฟ

pam

นีน่า

title

title

บรร

gemazoom1

น้องอาย

นิด

pon-ram

แบงค์

แตน