พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
10 กันยายน 2552 :: 17:09:16 pm 1251

ไขข้อข้องใจ เรื่องของ wine หรือ vin

ไวน์ (อังกฤษ: wine; ฝรั่งเศส: vin) หมายถึงเมรัยอันผลิตจากน้ำองุ่น แต่ก็อาจใช้กับเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำผลไม้อื่นเช่นกัน ไวน์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้จะหมายถึงเฉพาะเครื่องดื่มจากน้ำองุ่นเท่านั้น

ไวน์ เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ไวน์ขาว (White wine) หรือ (vin blanc) และ ไวน์แดง (Red wine) หรือ (vin rouge) ไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์ 2 ชนิดเรียกว่า ไวน์สีชมพู (Rosé หรือว่า Pink wine) [ rosé แปลว่าสีชมพู ถ้าใช้กับ wine เรียกว่า rosé ไปเลยไม่ต้องเรียก vin rosé] ส่วนไวน์ที่มีการอัดก๊าซลงไป จะเรียกว่า สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) สปาร์กลิงไวน์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ แชมเปญ (Champagne)

เรื่องสำคัญที่คอไวน์ควรรู้

1) ฉลากไวน์ บนฉลากมักจะมีข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับไวน์ไว้ สำหรับผู้ที่ต้องการทราบ เช่น ชื่อของไวน์ ผลิตจากประเทศไหน จำนวนปีที่บ่ม หรือบางครั้งอาจมีชนิดขององุ่นที่ใช้ ในการทำไวน์ นอกจากนั้นก็จะมีระดับคุณภาพ ตามที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2) การเสิร์ฟไวน์ ไวน์ขาว และแชมเปญ จะเสริฟขณะเย็นๆเล็กน้อย ส่วนไวน์แดงจะเสริฟที่อุณหภูมิห้อง การเปิดขวดไวน์แดงนั้นจะมีเทคนิคนิดหน่อยเพื่อให้ไวน์ได้ “หายใจ” รินลงในแก้วที่มั่นใจว่าสะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกหรือน้ำยาล้างจานตกค้าง ประมาณ 1/3 ของแก้ว ก่อนดื่มอาจจะสูดกลิ่นของไวน์ก่อนก็ได้

สำหรับ ไวน์ที่มีรสชาติลุ่มลึกเป็นพิเศษ นั้นจะมีเทคนิคนิดหน่อยในการจับคู่กับอาหารเพื่อให้ได้รสชาติที่สมดุลกัน เช่น การไม่เสิร์ฟไวน์แดงซึ่งมีรสชาติเข้มข้นกับอาหารทะเลรสชาติอ่อน หรืออาหารเนื้อรสจัดกับไวน์ขาวรสอ่อน ปัจจัยอื่นๆที่ใช้พิจารณาก็เช่น ความเป็นกรด ความหวาน ความเผ็ด โดยทั่วไป อาหารของประเทศไหนก็ควรจะเสริฟกับไวน์จากประเทศนั้น เช่นเสิร์ฟไวน์ฝรั่งเศสคู่กับอาหารฝรั่งเศส เสิร์ฟไวน์สเปนคู่กับอาหารสเปน

สำหรับ อาหารรสเผ็ดอย่างแกงไทย หรือแกงอินเดียนั้น เข้าคู่ได้ดีที่สุดกับไวน์ขาวที่มีรสเข้มข้นอย่าง New World Chardonneys หรือ เซมิลญอง ส่วนอาหารจีนและอาหารไทยทั่วไปนั้นเข้ากันได้ดีกับไวน์ขาวที่อ่อนกว่า อาหารย่างของอังกฤษเหมาะกับไวน์แดงอ่อนๆ นอกนั้น ไวน์แดงก็ใช้ดื่มคู่กับอาหารประเภทปลาได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นไวน์ขาวอย่างเดียว             4) ไวน์ที่เหลือ ไวน์ขาวเก็บไว้ได้สองวัน ไวน์แดงสามวัน โดยต้องปิดขวดใหม่แล้วเก็บในที่เย็นและมืด ถ้าหลังจากนั้นแล้วไม่ควรดื่ม ใช้แค่ในการประกอบอาหารเท่านั้น สำหรับแชมเปญหรือไวน์ซ่า นั้นเก็บความซ่าไว้ได้โดยฝาแบบพิเศษและเก็บในตู้เย็น นอกจากนั้นยังมีไวน์บางชนิดที่เก็บได้หลายสัปดาห์ หลังจากเปิดแล้เพราะมีการผสมเหล้าสปิริตลงไปด้วย

5) ดื่มเมื่อ ไวน์ส่วนมากจะขายอยู่ในสภาพพร้อมดื่มอยู่แล้ว ไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์โรเซ่ แชมเปญ ไวน์ซ่าควรดื่มภายใน 6 เดือนหลังจากซื้อมา แต่ก็มีไวน์บางชนิดที่สามารถเก็บได้เป็นปีๆเพื่อบ่มต่อหรือทำให้รสชาติดี ขึ้น

6) การเก็บไวน์ ไวน์ที่ซื้อมาเพื่อดื่มภายใน 24 ชั่วโมง ปกติแล้วจะเก็บให้พ้นจากแสงแดดและความร้อน หรือเก็บในที่เย็น (แต่ไม่ใช่เย็นเฉียบ) และพ้นจากสิ่งที่มีกลิ่นฉุน (เช่นน้ำมัน) และวางขวดในแนวนอน เพื่อป้องกันจุกคอร์กแห้ง ซึ่งจะทำให้อากาศเข้าไปในขวดได้

ไวน์ขาว ต้องแช่เย็น จะให้ความสดชื่นจากกลิ่น และรสชาติที่มีความเปรี้ยวเล็กน้อย เหมาะกับอาหารทะเล หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง เพื่อดับคาวหรือกลิ่นนั่นเอง

ไวน์แดง ไม่จำเป็นต้องแช่เย็น (แต่บ้านเราแช่หน่อยก็ดีค่ะ) จะให้รสชาติที่หวานและฝาดเล็กน้อย เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์บก เช่นวัว, แกะ, หมู เป็นต้น เพราะความหวานและฝาดเล็กน้อยของไวน์แดงจะไปเสริมรสชาติของเนื้อสัตว์เหล่า นี้ครับ

ไวน์สีชมพู หรือโรเช่ ต้องดื่มเย็นค่ะ ไวน์โรเซ่นี่อยู่กลางๆ ระหว่างไวน์ขาวและไวน์แดง มีทั้งความสดชื่น ความเปรี้ยวเล็กน้อย ความหวาน จึงสามารถเข้ากันได้ดีกับอาหารทุกประเภท โดยเฉพาะอาหารไทย เพราะอาหารไทยส่วนใหญ่จะมีรสชาติที่ถูกปรุงแต่งค่อนข้างมาก ไวน์โรเซ่จึงเหมาะอย่างยิ่งกับอาหารไทย

ไวน์สามารถแบ่งกลุ่มได้หลายกลุ่มหรือหลายชนิด

แบ่งตามเทคนิคการผลิต (Vinification)

Table wine (Still wine or Natural wine) คือ ไวน์แท้หรือไวน์ธรรมชาติหรือไวน์นิ่ง คือ ไม่มีฟอง ก๊าซ มี 3 ชนิด คือ White wine มักมีสีเหลือง ถึงเหลืองทอง Red wine มีสีแดงเข้มถึงม่วง และ Rose wine จะมีสีชมพูอ่อน ได้จากการนำน้ำองุ่นคั้นแล้วหมักตามธรรมชาติ ไวน์ทั่วโลกส่วนใหญ่เป็น Table wine

Fortified wine คือไวน์ที่มีการเติมแอลกอฮอล์จากบรั่นดีหรือวอดก้าในระหว่างการผลิตเพื่อให้ มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงขึ้นระหว่าง 16 – 23 เปอร์เซ็นต์

Sparkling wine คือ ไวน์ที่มีฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นไวน์ที่ผ่านการหมักแบบธรรมดา แล้วยังหมักต่อไปอีกในขวดด้วยการเติมน้ำตาล และยีสต์จนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วขจัดยีสต์ออกไป หรือมีการอัดก๊าซเข้าไปก่อนบรรจุขวดปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงกับ Table wine ไวน์ชนิดนี้จะมีความซ่าที่รู้จักกันดีคือ แชมเปญ

Sweet wine คือ ไวน์หวาน จะมีปริมาณน้ำตาลสูง มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำประมาณ 8 – 10 เปอร์เซ็นต์

Dry wine คือ ไวน์จืด จะไม่มีรสหวานหรือมีรสหวานน้อยมาก มีปริมาณแอลกอฮอล์เช่นเดียวกับ Table win

Dessert wine คือ ไวน์ที่ปล่อยให้เชื้อยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลในน้ำองุ่นหมักจนหมด และปล่อยทิ้งไว้ในยีสต์ตายและตกตะกอน ไปพร้อมกับสารแขวนลอยอื่น ๆ ไวน์ชนิดนี้อาจมีรสขม เนื่องจากการหมักหมมของเชื้อยีสต์ มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์

ตามสีของน้ำเหล้าองุ่น

White wine คือ ไวน์ที่มีสีขาวที่ได้จากการหมักน้ำองุ่นขาวมักมีสีขาวใส มีเหลืองอ่อนจนถึงสีอำพัน

Rose wine หรือ Pink wine คือ ไวน์สีชมพู เกิดจากการใช้องุ่นพันธุ์สีชมพู อาจมีสีชมพูอ่อนจนถึงชมพูเข้ม

แบ่งตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในไวน์

TABLE WINE คือ ไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ระหว่างร้อยละ 9-4 โดยปริมาตร และมี ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงเล็กน้อย นิยมใช้ดื่มก่อนอาหาร เพื่อเรียกน้ำย่อย หรือดื่ม ระหว่างการรับประทานอาหาร

FORTIFIED WINE คือไวน์ที่มีการเติมแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ลงไป เพื่อเพิ่มปริมาณ แอลกอฮอล์ให้สูงขึ้นประมาณ ร้อยละ 14-24 โดยปริมาตร โดยทั่วไปจะเป็นไวน์ที่มีความหวาน นิยมใช้รับประทานหลังอาหาร หรือเรียกว่าเป็นไวน์ย่อยอาหาร

เทคนิคการชิมไวน์ การชิมไวน์มี 2 ขั้นตอน

การจิบไวน์ครั้งที่1 เป็นการชิมไวน์ปริมาณเพียงพอเล็กน้อย เพื่อล้างสิ่งเจือปนในอุ้งปาก และช่วยกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสของลิ้น และอุ้งปากตื่นตัว แล้วปกติแล้วจะมีการบ้วนทิ้ง

การจิบไวน์ครั้งที่ 2 ดื่มจริง….จะต้องอมไวน์ไว้ในปากสักพัก เพื่อให้น้ำไวน์สัมผัสอย่างทั่วถึงกับลิ้น กระฟุ้งแก้ม และโพรงจมูก อาจสูดอากาศเข้าไปผสมกับไวน์ในปากได้ และในการกลืนไวน์ลงในคอจะต้องค่อยๆ กลืนไวน์ให้ไหลผ่านลงไปอย่างช้า ซึ่งทำให้สามารถรับรู้อย่างครบถ้วนทั้งบุคลิกของไวน์ ความกลมกล่อม เนื้อของไวน์ ความนุ่มนวล เค้าถึงเรียกว่า “ จิบ ” ไงหละค่ะ…นิดๆ แต่ลึกซึ้ง…เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้

ก่อนเสิร์ฟไวน์

การ เสิร์ฟไวน์ถ้ามองจากภายนอกดูจะเป็นเรื่องง่าย แค่ตัดฟอยล์ที่ห่อปากขวด ดึงจุกก๊อกออก รินไวน์ใส่แก้วแล้วเอามาแจกจ่ายกัน ก็เท่านั้นเอง แต่เบื้องหลังการถ่ายทำไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น ยิ่งถ้าจะให้เป็นการดื่มอย่างสมราคา ได้คุณค่าเต็มขีดของไวน์แต่ละขวดแล้ว ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องจัดการอย่างเหมาะสม กว่าจะได้แก้วไวน์มาถือในมือแล้วดมดื่ม

เก็บไวน์ เป็นขั้นแรกที่ควรทำเมื่อได้ไวน์มา ผู้รู้แนะนำว่าพึงหลีกเลี่ยงการเปิดขวดทันทีที่มาถึงบ้าน ให้ไวน์ได้พักสักสองสามวันเพื่อฟื้นตัวจากการเดินทาง ไวน์จะปรับตัวจนเข้าที่แล้วจึงพร้อมสำหรับการเปิดดื่ม ถ้ามีแผนจะเก็บไวน์ไว้นานกว่า 6 เดือน ควรเอาขวดนอนราบให้น้ำไวน์สัมผัสจุกก๊อกตลอดเวลา ก๊อกจะได้ไม่แห้งและป้องกันไม่ให้อากาศซึมเข้าไป เอาด้านติดฉลากไวน์ขึ้นข้างบน ทำให้เห็นฉลากและง่ายต่อการหาเพื่อเอามาเปิดดื่ม ถ้ามีตะกอนก็เห็นชัดเจน จะได้หยิบขวดอย่างระมัดระวังไม่ให้ตะกอนฟุ้ง

ควรเก็บไวน์ในที่เย็น ให้ห่างจากแสงแดด ถ้าอยู่ในที่มืดได้ยิ่งดี ไม่มีความสั่นสะเทือน อุณหภูมิสม่ำเสมอ ระดับ 14 องศาเซลเซียสจะดีที่สุด ถ้าทำได้ยาก ก็อย่าให้สูงกว่า 18 องศาหรือต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

ปรับ อุณหภูมิ ระดับอุณหภูมิตอนเก็บไวน์อาจเป็นเรื่องไม่จริงจังนักก็ได้ ต่างกับตอนดื่มซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอุณหภูมิที่เหมาะสมของไวน์แต่ละชนิดไม่เท่ากัน ไวน์ที่เย็นหรืออุ่นเกินไปจะส่งผลเสียต่อกลิ่น รสชาติและคุณภาพของไวน์

กฎ ทั่วไปของฝรั่งที่จำกันมาแต่โบราณบอกว่า ไวน์ขาวต้องเสิร์ฟแบบแช่เย็น ไวน์แดงควรเสิร์ฟในอุณหภูมิห้อง แต่อุณหภูมิที่บ้านเขากับบ้านเราต่างกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 18 องศา

ไวน์ควรเสิร์ฟในอุณหภูมิที่ดี ที่สุดของไวน์แต่ละชนิด ไวน์ฟองซ่าจะเย็นกำลังดีที่ 9 องศา ขณะที่ไวน์โรเซ่อยู่ที่ 11 องศา ไวน์ขาว 12 องศา ส่วนไวน์แดงควรจะ 17 องศา บวกลบบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เกิน 5 องศาก็แล้วกัน

การ ปรับอุณหภูมิไวน์ให้เหมาะสม ทำได้ด้วยการแช่ในตู้เย็นหรือถังแช่น้ำแข็ง ถ้าเย็นเกินไปก็ให้เอาออกมานอกตู้หรือนอกถัง จำไว้ว่าการเอาออกหรือเอาเข้าตู้เย็น จะทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงขึ้นลง 2 องศาในทุก 10 นาที เปิดขวดไวน์ เริ่มด้วยการใช้ใบมีดกรีดฟอยล์ที่หุ้มปากขวดออก ตามแนวขวางที่ระดับกึ่งกลางความสูงของฟอล์ยจะกำลังดี หรือเอาออกทั้งหมดเลยก็ได้ บางคนชอบกรีดออกแค่ครึ่งเซ็นต์จากปากขวด แม้ดูดีแต่ฟอยล์ที่เหลืออาจสร้างปัญหาเวลารินไวน์ได้ จากนั้นให้ใช้ที่เปิดขวดไวน์แบบมีเกลียวลวด หมุนปลายเกลียวเข้าไปในเนื้อจุกก๊อก ต้องระวังว่าเกลียวเข้าไประหว่างกลางจุก ไม่ทะลุออกด้านข้าง เพราะจะทำให้จุกก๊อกฉีกขาด ให้ปลายลวดเข้าไปลึกที่สุดแต่อย่าให้ทะลุ เพราะจะทำให้เศษก๊อกตกลงไปในน้ำไวน์ ดึงจุกก๊อกออก

ตาม วิถีของที่เปิดไวน์นั้น แล้วใช้กระดาษหรือผ้าแห้งเช็ดปากขวดทั้งด้านในและนอกให้สะอาด ให้ไวน์หายใจ คือการให้น้ำไวน์สัมผัสกับอากาศ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับไวน์ใหม่ เพราะช่วยให้ไวน์มีพัฒนาการหรือเรียกว่าทำให้ไวน์เปิด ไวน์จะขับกลิ่นและรสที่ซ่อนอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ รสชาติจะกลมกล่อมขึ้น แต่การให้ไวน์หายใจต้องทำในระดับพอเหมาะ ถ้ามากเกินไปจะทำให้รสชาติของไวน์จืดชืดลง การทำให้ไวน์หายใจมีสองวิธี วิธีแรก แค่เปิดจุกก๊อกแล้วทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ตั้งแต่ 10 นาทีจนถึงสองชั่วโมงแล้วแต่ชนิดของไวน์

ไวน์ใหม่ต้อง เปิดทิ้งไว้นานหน่อย ส่วนไวน์เก่าอย่าทิ้งนานเพราะจะทำให้สูญเสียเสน่ห์ และความซับซ้อนของความเป็นไวน์เก่าไป วิธีที่สอง รินไวน์จากขวดใส่ภาชนะอื่นเช่นดีแคนเตอร์ ขณะที่รินน้ำไวน์จะสัมผัสกับอากาศอย่างทั่วถึง ถ้าไม่มีดีแคนเตอร์ จะใช้เหยือกแก้วธรรมดาก็ได้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ดูดีน้อยกว่าแค่นั้นเอง วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของดีแคนเตอร์ เพื่อใช้กรองตะกอนสำหรับไวน์เก่า ด้วยการค่อย ๆ รินไวน์จากขวดใส่ในดีแคนเตอร์ ให้เหลือตะกอนทิ้งไว้ในก้นขวด แต่ปัจจุบันมักใช้ในการให้ไวน์หายใจเป็นส่วนใหญ่

การเลือกแก้วไวน์ ให้เหมาะสมมีความสำคัญสำหรับการดื่มไวน์ ไวน์ควรจะดื่มจากแก้วใส ไม่มีสี ยิ่งบางยิ่งดี รูปทรงกลม ปากแก้วงุ้มเข้าเหมือนดอกบัว ไม่มีลายพิมพ์หรือแกะสลัก จะได้เห็นสีและสภาพของไวน์อย่างชัดเจน ปากแก้วที่งุ้มจะทำให้แกว่งแก้วไวน์ได้ง่าย น้ำไวน์ไม่กระเด็นออกมา แล้วยังเก็บกลิ่นไวน์ได้ดีอีกด้วย แก้วไวน์ควรมีก้านสำหรับจับ เพื่อไม่ให้มือไปสัมผัสกับตัวแก้ว ป้องกันการถ่ายเทอุณหภูมิจากมือไปสู่น้ำไวน์

ขนาดของ แก้วควรใหญ่พอให้มีพื้นที่สำหรับการแกว่งให้น้ำไวน์วิ่งวนในแก้วได้ แก้วไวน์แดงมักจะกว้างกว่าแก้วไวน์ขาว เพราะไวน์แดงมีความซับซ้อนกว่า ต้องการพื้นที่สำหรับแกว่งน้ำไวน์มากกว่า ส่วนไวน์ฟองจะใช้แก้วที่แคบและทรงสูงเหมือนดอกทิวลิป เพราะไม่ต้องการให้มีพื้นที่สำหรับฟองไวน์ผุดมากเกินไป การรินไวน์ ไวน์แดงและไวน์ขาวควรรินอย่างช้า ๆ ลงกลางแก้ว ส่วนไวน์ฟองควรรินไปที่ข้างแก้วเพื่อไม่ให้มีฟองมาก ปริมาณไวน์ที่รินควรจะอยู่ระดับต่ำกว่าส่วนกว้างที่สุดของแก้ว เพื่อให้แกว่งแก้วได้ โดยน้ำไวน์ไม่หก ถ้าเป็นไวน์แดงให้รินปริมาณหนึ่งในสามของแก้ว

ไวน์ขาวอาจรินได้ถึงครึ่งแก้ว ส่วนไวน์ฟองให้รินสองในสามของแก้ว จะได้เห็นความสวยงามของพรายฟองที่ผุดขึ้นมา ข้อแนะนำเบื้องต้น 5 ประการเพื่อการตัดสินใจ

1. ดูที่ขวด ไวน์ที่คุณภาพดีขวดจะหนา ก้นลึกหรือบุ๋มมาก ยิ่งบุ๋มมากเท่าใด คุณภาพยิ่งดี อันนี้เป็นความเชื่อส่วนหนึ่งด้วยอาจจะไม่เสมอไป แต่ความจริงก็คือ ไวน์ที่ก้นขวดบุ๋มมาก ๆ เจ้าของทำเพื่อให้ก้นขวดสัมผัสกับที่ตั้งน้อยที่สุด เท่ากับว่าน้ำไวน์ในขวดสัมผัสอุณหภูมิที่แตกต่างน้อยไปด้วย

2. ดูที่ฟอยล์ที่หุ้มคอขวด ไวน์ชั้นดีฟอยล์ที่หุ้มปากขวดจะใช้ดีบุกทั้งหมด หรือใช้ดีบุกเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก และจะมีภาพปราสาทของเจ้าของ เหมือนที่ปรากฏในฉลากติดอยู่ด้วยเสมอ   ขณะที่ไวน์คุณภาพด้อยลงมามักจะใช้ ฟอยล์พลาสติกบาง ๆ และอาจจะมีแถบสำหรับฉีกฟอยล์อยู่ด้วย ไม่ต้องใช้มีดตัด

3. ดูจากสีของฉลากไวน์ โดยเฉพาะไวน์โลกใหม่ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ชิลี นิวซีแลนด์ ฯลฯ ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะผลิตไวน์หลายรุ่น โดยรุ่นที่ดีที่สุดฉลากมักจะสีดำ รองลงมาเป็นสีทอง และสุดท้ายสีเหลืองเป็นไวน์คุณภาพ ด้อยสุด

4. ดูจากจุกค๊อก  ไวน์คุณภาพดี จุกค๊อกจะยาวอย่างน้อยประมาณ 3 นิ้วขึ้นไป และมีชื่อของไวน์ตลอดจนผู้ผลิต ฯลฯ อยู่ด้วย ขณะที่ไวน์คุณภาพต่ำ ๆ จะใช้ค๊อกรีไซเคิล โดยนำเศษค๊อกมาผสมกาวแล้วอัดแน่นเป็นรูปจุกค๊อกใหม่ นอกจากนั้นยังมีการใช้โพลิเมอร์หรือพลาสติกแข็งอีกด้วย

1. ดูที่ขวด ไวน์ที่คุณภาพดีขวดจะหนา ก้นลึกหรือบุ๋มมาก ยิ่งบุ๋มมากเท่าใด คุณภาพยิ่งดี อันนี้เป็นความเชื่อส่วนหนึ่งด้วยอาจจะไม่เสมอไป แต่ความจริงก็คือ ไวน์ที่ก้นขวดบุ๋มมาก ๆ เจ้าของทำเพื่อให้ก้นขวดสัมผัสกับที่ตั้งน้อยที่สุด เท่ากับว่าน้ำไวน์ในขวดสัมผัสอุณหภูมิที่แตกต่างน้อยไปด้วย

2. ดูที่ฟอยล์ที่หุ้มคอขวด ไวน์ชั้นดีฟอยล์ที่หุ้มปากขวดจะใช้ดีบุกทั้งหมด หรือใช้ดีบุกเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก และจะมีภาพปราสาทของเจ้าของ เหมือนที่ปรากฏในฉลากติดอยู่ด้วยเสมอ   ขณะที่ไวน์คุณภาพด้อยลงมามักจะใช้ ฟอยล์พลาสติกบาง ๆ และอาจจะมีแถบสำหรับฉีกฟอยล์อยู่ด้วย ไม่ต้องใช้มีดตัด

3. ดูจากสีของฉลากไวน์ โดยเฉพาะไวน์โลกใหม่ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ชิลี นิวซีแลนด์ ฯลฯ ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะผลิตไวน์หลายรุ่น โดยรุ่นที่ดีที่สุดฉลากมักจะสีดำ รองลงมาเป็นสีทอง และสุดท้ายสีเหลืองเป็นไวน์คุณภาพ ด้อยสุด

4. ดูจากจุกค๊อก  ไวน์คุณภาพดี จุกค๊อกจะยาวอย่างน้อยประมาณ 3 นิ้วขึ้นไป และมีชื่อของไวน์ตลอดจนผู้ผลิต ฯลฯ อยู่ด้วย ขณะที่ไวน์คุณภาพต่ำ ๆ จะใช้ค๊อกรีไซเคิล โดยนำเศษค๊อกมาผสมกาวแล้วอัดแน่นเป็นรูปจุกค๊อกใหม่ นอกจากนั้นยังมีการใช้โพลิเมอร์หรือพลาสติกแข็งอีกด้วย

5. ดูสีของไวน์ ไวน์คุณภาพดีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะไวน์แดง สีจะต้องเข้ม ขณะที่ไวน์ใหม่หรือไวน์คุณภาพด้อยลงมา สีจะใส ยกเว้นไวน์ที่ผลิตจากองุ่นบางประเภทเท่านั้นที่สีค่อนข้างใสซึ่งก็มีไม่มาก นัก ทั้ง 5 ประการนี้ไม่ใช่การตัดสินเด็ดขาด แต่ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปนี้ จึงใช้เป็นเพียงข้อมูลในการตัดสินใจเบื้องต้น ไวน์ขาว อุณหภูมิของไวน์ขาวเปลี่ยนแปลงเร็วเมื่ออยู่บนโต๊ะอาหาร ดังนั้นควรใส่ไว้ในถังน้ำแข็งแช่ไวน์ แต่ไม่

ควรเสิร์ฟ ขณะที่ไวน์ขาวเป็นน้ำแข็งหรือเย็นจัด – ไวน์ขาวรสหวาน ควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิระหว่าง 6-8 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิต่ำกว่านี้ กลิ่นหอมของไวน์จะถูกกักไว้ อุณหภูมิสูงกว่าไวน์ขาว และ ไวน์ขาวรสหวานที่กล่าว มาแล้วข้างต้น ที่อุณหภูมิระหว่าง 8-12 องศาเซลเซียส

ไวน์แดง เสิร์ฟตามอุณหภูมิห้อง และไม่ควรอุ่นให้ร้อน เช่น การแช่ขวดลงในน้ำร้อน
ไวน์แดงรสเบา จะมีรสชาติดีที่สุดที่อุณหภูมิ 12-14 องศาเซลเซียส
ไวน์ แดงรสหนักควรเสิร์ฟที่อุณหภูมิห้องที่เย็นปานกลางระหว่าง 15-18 องศาเซลเซียส หมายเหตุ ข้อมูลอุณหภูมิของไวน์ จะอ้างอิงกับอากาศของต่างประเทศ ที่มีความหนาวเย็นกว่าบ้านเรา คำว่า “อุณหภูมิห้อง”

สำหรับต่างประเทศจะอยู่ที่อุณหภูมิเฉลี่ย 14-18 องศาเซลเซียส การเติมไวน์ในแก้ว
ไวน์ ขาว เป็นไวน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว จึงควรดื่มให้หมดแก้ว ก่อนแล้วจึงค่อยรินไวน์เติมลงไป ไวน์แดง มีการปรับตัวได้ง่ายกว่าไวน์ขาว จึงสามารถรินไวน์เติมได้ก่อนที่ไวน์ในแก้วนั้นจะหมด ไวน์ ไม่ควรผสมกันระหว่างไวน์แดงกับไวน์ขาว ต้องเปลี่ยนแก้ว เพราะจะทำให้รสชาติของไวน์ผิดเพี้ยนเป็นอย่างมาก

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : กินดื่ม

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com