พัทยาเดลีนิวส์

15 ธันวาคม 2552 :: 12:12:56 pm 691

ไทยแจงยูเอ็น ด่วน! 45 วัน เหตุแก๊งขนขีปนาวุธ

เจ้าหน้าที่สถานทูตคาซัคสถาน พร้อมล่าม ยืนยัน ผู้ต้องสงสัย 5 คน ขนส่งอาวุธ สงครามอานุภาพร้ายแรง ออกจากเกาหลีเหนือไปหลายครั้งแล้ว ตรึงกำลังคอมมานโดคุ้มกันแน่นหนา นายกอภิสิทธิ์สั่งขยายผลต่อ เตรียมประสานเจ้าของบริษัทเครื่องบินสืบหาต้นตอ แล้วรายงานเรื่องให้ยูเอ็นทราบ
สนใจโฆษณา

กองปราบปราม – เมื่อเร็วๆนี้ (13 ธ.ค. 52) เมื่อเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่สถานทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย จำนวน 2 คน พร้อมล่ามสาวชาวรัสเซีย 1 คน เดินทางไปร่วมรับฟังการสอบปากคำผู้ต้องหาที่ลักลอบขนอาวุธสงครามข้ามชาติ โดยพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เบิกตัวผู้ต้องหาทั้งหมดออกมาแยกกันสอบปากคำ โดยอนุญาตให้ล่ามและเจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าร่วมฟังการ สอบสวนด้วย ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสนธิกำลังบุกตรวจค้นเครื่องบินลำเลียงแบบทหารเช่าเหมาลำสัญชาติจอร์เจีย ซึ่งแวะจอดเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และพบขีปนาวุธร้ายแรง อาทิ ท่อยิงจรวดขีปนาวุธ หัวรบขีปนาวุธ หัวจรวดรบอาร์พีจี น้ำหนักรวมประมาณ 40 ตัน พร้อมควบคุมผู้ต้องสงสัย 5 คน คือนายอเล็กซานเดอร์ เซอร์บเนฟ อายุ 53 ปี นายวิกเตอร์ อัลดุลลายาฟ อายุ 58 ปี นายวิทาลี ซุนคอฟ อายุ 54 ปี นายอิลยาส อิสซาคอฟ อายุ 53 ปี สัญชาติคาซัคสถาน และนายมิคาอิล พีทูคู อายุ 54 ปี สัญชาติเบลารุส

ทั้งหมดถูกนำไปสอบสวนเข้ม เพื่อดำเนินคดีที่กองปราบปราม ในเบื้องต้นทราบว่าขนขีปนาวุธอานุภาพร้ายแรงมาจากกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ เตรียมมุ่งหน้าไปประเทศศรีลังกา

ผลการสอบปากคำ ทุกคนให้การไปในทิศทางเดียวกัน ว่า เป็นพนักงานของสายการบิน แอร์เวส(Airwesl) เครื่องบินรับส่งสินค้าขนาดเล็กแบบ IL-76 ทะเบียนเครื่อง 4L-AWA ซึ่งรับจ้างขนส่งสินค้าทางเครื่องบินทั่วไป เที่ยวบินดังกล่าว มีนายอิลยาส อิสซาคอฟ อายุ 53 ปี นักบินที่ 1 นายวิทาลี ซุนคอฟ อายุ 54 ปี นักบินที่ 2 นายอเล็กซานเดอร์ เซอร์บเนฟ อายุ 53 ปี เป็นช่างเทคนิค นายวิกเตอร์ อัลดุลลายาฟ อายุ 58 ปี เป็นเนวิเกเตอร์ และนายมิคาอีล พีทูคู อายุ 54 ปี ชาวเบลารุส เป็นช่างเครื่องยนต์ โดยเข้าไปรับสินค้า ที่ประเทศเกาหลีเหนือ แวะเติมน้ำมันในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยในเที่ยวขาไป โดยปฏิเสธว่าไม่ ทราบว่าสิ่งของที่บรรทุกมาเป็นอาวุธสงคราม เห็นบางส่วนเป็นลักษณะท่อยาวประมาณ 1-1.5 เมตร คิดว่าเป็น ท่อส่งน้ำมันที่ใช้ในแท่นขุดเจาะ และยังให้การอีกว่า เดินทางไปรับสินค้าเช่นเดียวกันนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ทำเป็นครั้งแรก

ภายหลังสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งหมด พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้แจ้งข้อหามีอาวุธและเครื่องกระสุน ที่ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองได้แก่ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน พร้อมนำตัวไปพิมพ์ลายนิ้วมือทำประวัติอาชญากร ก่อนจะควบคุมตัวเข้าห้องขัง โดยมีกำลังหน่วยคอมมานโดพร้อมอาวุธครบมือคุ้มกันอย่างแน่นหนา ส่วนจะมีความผิดอื่นใดเพิ่มเติม พนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างสอบสวนขยายผล

ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไป ที่กองบังคับการปราบปราม และร่วมทำการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 5 จากนั้นเปิดเผยว่า ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบ และขอไป ให้การในชั้นศาลเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้รับทราบ ประกอบด้วย 1. คำให้การของ ผู้ต้องหา 2. เอกสารหลักฐานที่ตรวจยึดได้จากเครื่องบิน และ 3. ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ และในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขัง ต่อศาลอาญา รัชดา เวลา 10.00 น. ส่วนจะมีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดอยากทราบขั้นตอนเกี่ยวการดำเนินการทางกระบวน การยุติธรรมของไทย ตนจึงได้รายงานผ่านล่ามรัสเซียไปแล้ว ส่วนเรื่องที่สถานทูตและผู้ต้องหาได้ร้องขอทางสิทธิมนุษยชนนั้น ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดดูแลให้เรียบร้อย ทั้งเรื่องมีดโกนหนวด หมอน สบู่ ชุดสูท และเสื้อเชิ้ต เพื่อใส่ไปขึ้นศาลในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ รวมถึงเรื่องอาหาร ซึ่งผู้ต้องหาร้องขอเป็นอาหารข้าวผัดไม่ใส่หมู เพราะเป็น ชาวมุสลิม นอกจากนี้ ทางสถานทูตยังขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการในส่วนของการประกันตัวให้ ซึ่งตนได้ อธิบายไปแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คัดค้านการประกันตัว แต่หากจะขอประกันตัวในชั้นศาลก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหาสามารถทำได้ สำหรับคดีดังกล่าวนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจไทยจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป และจะ รายงานความคืบหน้าทั้งหมดให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงทราบต่อไป

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการ ไปตามกฎหมาย หลังจากทราบเบาะแสและเข้าตรวจค้นพบว่าเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงภายใน แต่ในส่วนของไทย ต้องดำเนินการตามมติขององค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น โดยขณะนี้การสืบสวนสอบสวนมีความคืบหน้าพอสมควร ส่วนอาวุธที่ยึดได้ ก็ต้องดำเนินการตามหลักสากลเช่นกัน เพราะละเมิดข้อกำหนดของยูเอ็น โดยอาจต้องทำลาย แต่รายละเอียดต้องขอดูอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ ต้องดำเนินคดีในประเทศไทย เพราะความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทย ข้อหาหลัก คือเครื่องบินที่เข้ามาสำแดงเท็จ เพราะแจ้งสิ่งของที่มีอยู่ในเครื่องบินไม่ตรงกับความเป็นจริง

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ในเบื้องต้น ทางการไทยจะแจ้งไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คือเกาหลี เหนือ ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง เบลารุส และคาซัคสถาน เป็นประเทศสัญชาติของผู้ต้องสงสัยที่มากับเครื่องบิน และประเทศจอร์เจีย ประเทศสัญชาติของเครื่องบิน ผมพอจะทราบเรื่องอยู่บ้าง เพราะมีการรายงานเข้ามาว่า จะ มีเครื่องบินลักษณะนี้เข้ามา ซึ่งเป็นเครื่องบินต้องสงสัยตั้งแต่วันศุกร์ จึงต้องดำเนินการและเราก็ยึดเอาไว้ ส่วนข้อมูลที่เข้ามาระบุว่าจะนำอาวุธดังกล่าวไปใช้อะไรนั้น ต้องสอบกันต่อไป ยังไม่มีอะไรชัดเจน แต่เบื้องต้นยืนยันได้ว่าไทยไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของสินค้าและบุคลากรของประเทศอื่น นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติม ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วัน เพื่อตรวจสอบอาวุธที่มีน้ำหนัก 35-40 ตัน ว่าเป็นอะไรบ้าง มีที่มาอย่างไร ในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนที่สามารถเปิดเผยรายละเอียดผ่านสื่อไปยังประชาชนได้ ซึ่งผมต้องระวังการพูดจาต่อสื่อมวลชนที่จะนำไปเสนอข่าว เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวพันกับกฎหมายทั้งภายในและระหว่างประเทศ เกี่ยวพันหลายชาติ เพราะทั้งเจ้าของเครื่องบิน นักบิน ลูกเรือ คนขาย คนซื้อ มีสัญชาติต่างกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่มีเจตนาร้ายกับชาติใดทั้งสิ้น และไม่มีผลได้-ผลเสียใดๆ นอกเหนือจากต้องรักษากฎหมายและทำตามกฎหมายของไทย และต้องทำอย่างโปร่งใส สามารถอธิบายกับทุกชาติ ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องได้ รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ส่วนที่หลายฝ่ายอาจกังวลกรณีที่มีการขนอาวุธดังกล่าวเข้ามาถึงประเทศไทยได้นั้น นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เนื่องจากรัฐบาลได้ดูแลเป็นอย่างดี และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมรายงานสรุปเรื่องทั้งหมดให้ทราบแล้ว ขอยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประเทศเจ้าของเครื่องบิน ลูกเรือ รวมถึงประเทศผู้ซื้อ-ขายอาวุธ ส่วนสาเหตุที่เครื่องบินขอลงฉุกเฉินเพราะน้ำมันหมด และอ้างว่าสินค้าที่ขนมาเป็นอุปกรณ์ใช้ขุดเจาะน้ำมัน แต่เมื่อพบว่าเป็นอาวุธสงครามจึงเข้าควบคุม ซึ่งขณะนี้ได้ขนย้ายไปไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว และอยู่ระหว่างสอบลูกเรือเพื่อหาข้อเท็จจริง

นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในชั้นนี้ยังเชื่อว่า เครื่องบินดังกล่าวแค่แวะลงจอดเติมน้ำมันในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถส่งเรื่องฟ้องศาลได้ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม จากรายงานเบื้องต้นเห็นว่าเป็นกระบวนการซื้อ-ขายอาวุธ มีบริษัทนายหน้าเป็นคนจัดขนส่ง คาดว่าน่าจะเป็นบริษัทนายหน้าของเกาหลีเหนือ แต่ไม่แน่ใจว่า จะกระจายไปให้ใครบ้าง แต่จุดต่อไปที่จะบินต่อจากประเทศ ไทย คือประเทศศรีลังกา

ขณะที่นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการจับกุมขบวนการค้าอาวุธสงครามข้ามชาติจากประเทศเกาหลีเหนือว่า รัฐบาลไทยต้องรายงานต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ภายใน 45 วัน ตามข้อมติของสหประชาชาติที่ 1874 (2009) ว่าด้วยเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งหนึ่งในรายละเอียดของข้อมติคือ การห้ามการขนส่งอาวุธจากเกาหลีเหนือ ถึงกระบวนการดำเนินคดี โดยอาจส่งให้คณะทูตถาวรไทยประจำสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รายงาน

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ข่าวในประเทศ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com