พัทยาเดลีนิวส์

24 มีนาคม 2552 :: 16:03:27 pm 4812

ไม่ไป ไม่รู้!! ไม่ดู ก็ไม่เห็นสวรรค์

วัดโสธร วรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า "วัดหงษ์" สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อพุทธโสธร" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๑.๖๕ เมตร สูง ๑.๔๘ เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง
สนใจโฆษณา

            ตามประวัติเล่าว่า ได้ปาฏิหาริย์ลอยน้ำมาและมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จน มีลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันจะมีผู้คนมานมัสการปิดทองหลวงพ่อพุทธโสธรจำนวนมาก 

            เนื่อง จากอุโบสถหลังเก่ามีสภาพทรุดโทรมและคับแคบ ทางคณะกรรมการวัดจึงได้มีมติให้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าและสร้างพระอุโบสถหลัง ใหม่ โดยมีสำนักงานโยธาจังหวัดเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างเป็นอาคารทรงไทย ที่ออกแบบพิเศษเฉพาะ 

            ลักษณะแบบพระอุโบสถ เป็นหลังคาประกอบเครื่องยอดชนิดยอดทรงมณฑปแบบไทย ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างต่อเชื่อมด้วยอาคารรูปทรงเดียวกับพระวิหารเป็นอาคารมุขเด็จ จึงมีลักษณะเป็นอาคารมีหลังคาแบบจตุรมุข อย่างปราสาทไทย กว้าง ๔๔.๕ เมตร ยาว ๑๒๓.๕๐ เมตร ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑปสูง ๘๕ เมตร ยอดมณฑปมีลักษณะเป็นฉัตร ๕ ชั้น มีความสูง ๔.๙๐ เมตร ยอดฉัตรเป็นทองคำน้ำหนัก ๗๗ กิโลกรัม มูลค่า ๔๔ ล้านบาท ผนังด้านนอกพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อนจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี ผนังด้านในเป็นงานจิตรกรรมฝาผนัง

 

            โดย ศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นผู้เขียนภาพประกอบพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกส่วน สำคัญที่สุดคือ ส่วนกลางของพระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพุทธโสธร ประกอบด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบนับตั้งแต่พื้นพระอุโบสถ เสา ผนัง และเพดานจะบรรจุเรื่องราวให้เป็นแดนแห่งทิพย์ เป็นเรื่องราวของสีทันดรมหาสมุทร จตุโลกบาล สวรรค์ดาวดึง พรหมโลก ดวงดาว และจักรวาลตำแหน่งของดวงดาวบนเพดานจะกำหนดตำแหน่งตามดาราศาสตร์ ตรงกับวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันยกยอดฉัตรทองคำเหนือมณฑปพระอุโบสถ และภาพของจักรวาลบนเพดานจะเป็นภาพเขียน ประดับโมเสกสี จึงเป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุด

            หลวง พ่อพุทธโสธร พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรา ความอลังการของพระอุโบสถหลังใหม่ ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะหากเดินผ่านเข้าไปภายใน ประตูทางเข้า และผนังอาคารของโบสถ์เป็นจุดแรกที่ปะทะสายตาการก่อสร้างผนังภายนอกพระอุโบสถ บุด้วยหินอ่อนจากอิตาลี เพื่อให้ทนแดดทนฝน และสวยงาม ซึ่งได้รับการบอกเล่าจากช่างว่า หินอ่อนจากอิตาลีมีความคงทน และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหินอ่อนในเมืองไทย ส่วนผนังภายในใช้หินอ่อนในประเทศ ซุ้มกรอบประตูหน้าต่างทำด้วยดินเผา โดยนำดินขาวคุณภาพดีมาปั้นเป็นซุ้มแล้วต้องเผาอุณหภูมิสูง 1,000 องศาเช่นกัน เมื่อเผาแล้วตรงไหนอยากให้เป็นสีทองก็จะเคลือบน้ำทองอีกทีให้เปล่งปลั่งสวย งาม กระเบื้องหลังคาโบสถ์ทำจากเซรามิกเผาสีด่อน เพื่อให้ตัดกับสีทองของ *ฉัตรทองคำ* 

            ช่อ ฟ้า ใบระกา และ ทวย ขณะที่รั้ว หรือ กำแพงแก้ว ทำด้วยหินแกรนิตสีดำ สลับลูกกรงเหล็กสีดำคาดทอง กรรมวิธีของการทำส่วนประกอบพระอุโบสถแต่ละชิ้นแต่ละอันละเอียดลออ และต้องประณีตอย่างยิ่ง หากสิ่งไหนทำไปแล้วเกิดรอยแตก หรือตำหนิแม้แต่นิดเดียว ต้องทิ้งแล้วทำใหม่ทันที ดังนั้นจึงใช้เวลาในการก่อสร้างนานมาก สำหรับพื้นภายในพระอุโบสถเป็นหินอ่อนสีแดง สลักลวดลายเป็นห้วงมหาสุมทร มีปลาในวรรณคดีว่ายวนเวียนราวกับเคลื่อนไหวได้ ทั้งปลาอานนท์ ปลากระโห้ กระแห คางเบือน ปลากราย ฯลฯ ตรงกึ่งกลางเป็นดอกบัวขนาดใหญ่ มีกลีบคว่ำกลีบหงายสลับกัน ภายในดอกบัวเป็นที่ประดิษฐานองค์พระ หลวงพ่อโสธรองค์จริง อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยพระองค์อื่นๆอีก 13 องค์ ทั้งหมดอยู่ภายในฐานกลีบบัว

ซึ่ง มีเกสรบัวเป็นที่ระบายความชื้นใต้ดินจากฐานองค์พระไม่ให้ความชื้นขึ้นมา ทำลายองค์พระ เลขานุการเจ้าอาวาส บอกว่าด้านบนสุด หรือ เพดานพระอุโบสถนั้น ทำเป็นท้องฟ้ามีดาวระยับระยับ เรียกว่า “จักรวาล” ใช้วัสดุเรืองแสง ถึงไม่เปิดไฟก็มองเห็นเป็นท้องฟ้าที่ดารดาษด้วยหมู่ดาว “เป็นการสร้างตามตำราทางโหราศาสตร์ โดยจักรวาลจะทำมุมเล็งลักขณากับองค์พระเป็นมิ่งมงคลอยู่ตลอดเวลาที่พระอยู่ ในพระอุโบสถ จะเห็นว่าตั้งแต่หลวงพ่อพุทธโสธรขึ้นจากน้ำ และมาประทับอยู่ที่ตรงพระอุโบสถปัจจุบันนี้ องค์พระไม่เคยขยับเขยื้อนไปไหนเลย และถ้ามองจากข้างล่างขึ้นไปจะเห็นว่าพระอุโบสถมีทั้งหมด 8 ชั้น ตั้งแต่ชั้น 5 ขึ้นไปเป็นที่ประดิษฐาน *พระบรมสารีริกธาตุ*” ส่วนพื้นทั้งสี่มุมภายในพระอุโบสถเป็นซุ้มเสมาสำหรับบรรจุลูกนิมิต โดยลูกนิมิตนี้จะไม่ฝังดิน แต่จะใส่เข้าไปในซุ้มที่ตั้งไว้บนพื้น เพื่อกำหนดเป็นขตพัทธสีมาที่ใช้ในการประกอบพิธีสังฆกรรมของพระสงฆ์

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : ท่องเที่ยว

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com