พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
12 กันยายน 2549 :: 15:09:59 pm 31535

The Protector “ต้มยำกุ้ง” ดังกระหึ่มที่อเมริกา

วันนี้คอลัมน์หนังจึงขอนำเสนอ "ต้มยำกุ้ง Tom Yum Goong" หนังไทยใจไทยแต่ดังไกลถึงต่างแดนกันเสียหน่อย ก็แหม.. ของเค้าน่าสนก็ต้องโปรโมตกันนิดหนึ่ง แต่จะดีเลิศแจ่มเจิดเหมือนที่เขาคุยไว้หรือเปล่า อันนี้ก็ต้องพิสูจน์กันเอาเองค่ะ ส่วนคราวนี้จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย

The Protector “ต้มยำกุ้ง” ฉายได้เพียงแค่ 3วัน เท่านั้น ทำเงินติดท้อป 5 ของ Box Office ไปเรียบร้อย

Box Office

Top 10 for the pass weekend

1. “The Covenant,” $9 million.
2. “Hollywoodland,” $6 million.
3. “Invincible,” $5.8 million.
4. “The Protector,” $5 million.
5. “Crank,” $4.8 million.
6. “The Illusionist,” $4.6 million.
7. “Little Miss Sunshine,” $4.4 million.
8. “The Wicker Man,” $4.1 million
9. “Talladega Nights: The Ballad of Ricky Bobby,” $3 million.
10. “Barnyard: The Original Party Animals,” $2.6 million

ทำไมต้อง “ต้มยำกุ้ง”!!

               แค่ชื่อหนังก็ทำเอาหลายคนอึ้งว่า นี่มันหนังจริงหรือเปล่าหว่า! แล้วเรื่องมันจะเกี่ยวกับอะไรหน๊อ! แล้วเค้าไปแอ็คชั่นกันกับพ่อครัวหรือไง! ก็ว่ากันไป และปัญหานี้ก็ถูกไขโดย “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” ผู้กำกับร่างท้วมของเราว่า สาเหตุที่ต้องเป็นต้มยำกุ้งก็เพราะแบบนี้นี่เอง

               “ถ้าพูดถึง ต้มยำกุ้ง ก็ต้องนึกถึงคนไทย ประเทศไทย อย่างตอน องค์บาก เราเคยพูดถึงมวยไทยและสิ่งที่คนไทยเคารพนับถือไปแล้ว เรื่องนี้ก็จะพูดถึงประเพณีอันดีงาม วัฒนธรรม และความผูกพันของคนไทยกับช้างที่คนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่า มันลึกซึ้งขนาดที่ว่า ช้างเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัวเรามาตั้งแต่สมัยอดีต และปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่”

               เรื่องต้มยำกุ้งนี่ก็เป็นภาพยนต์ไทยเรื่องที่สองที่คุณจา พนมเขาเป็นพระเอกของเรื่อง และก็ทำเงินไปมากมาย รวมถึงหนังก็ขายให้กับต่างชาติไปตั้งแต่หนังยังถ่ายไม่เสร็จเสียด้วยซ้ำแต่ ชื่อ โทนี่ จา ขายได้ซะอย่างก็รับเงินเห็นๆ จา พนมกว่าจะมีวันนี้ก็เคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ทราบจากที่เค้าเล่ากันทางโทรทัศน์ว่า เคยแม้กระทั่งถ่ายภาพยนต์เสร็จแล้ว(ซึ่งเค้าทุ่มเทมาก ๆ)แต่ฟิล์มชุดนั้นกลับใช้ไม่ได้ แต่มาจนถึงวันนี้ ถ้าใครลองเค้า Website Google แล้วลอง Search คำว่า Tony jar ลงไปก็คงจะตกใจเช่นเดียวกับดิฉัน เพราะรายการ (Transaction) ที่เกี่ยวกับ จา มีมากกว่า 1 ล้านรายการ ซึ่งมาก พอ ๆกับ “Jackie Chan” หรือ เฉินหลง ที่เข้าวงการก่อนเค้าตั้งหลาย 10 ปี

               เมื่อกล่าวถึงเนื้อหาในเรื่อง “ต้มยำกุ้ง” จัดว่ามีเนื้อเรื่องประทับใจเกี่ยวกับคนเลี้ยงช้างและความผูกพันธ์ เนื้อเรื่องตรงนี้ถือว่าตอบโจทย์ชาวต่างชาติ ที่มาเห็นว่าเราทารุณสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง และก็กลายเป็นเราโยนโจทย์ให้อีกกลุ่มหนึ่งไปตอบคำถามต่อด้วยว่า การเปิบพิสดารสัตว์ต่างๆ ที่เชื่อในเรื่องบำรุงร่างกาย และความเชื่อในเรื่องบำรุงทางเพศล่ะ ทำไมไม่ไปว่ากันบ้าง!!

               เอาละค่ะมาว่าถึงเรื่องต้มยำกุ้งหลังจากที่ได้หาข้อมูลจากที่ต่างๆมาพอ สมควร ก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่จะนำเสนอในรูปแบบสไตล์ไทยแลนด์ไฟต์ งานนี้คงจะไม่กล่าวถึงเนื้อเรื่องสักเท่าไหร่แต่ มามองที่ท่าทางการต่อสู้ต่าง ๆ ของคุณจาพนมจากเดิมที่พัฒนาพลิกแพลงขึ้น และท่ามวยซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในองค์บากคัดมาให้ชม แต่ต้องย้ำบอกก่อนนะคะว่าบางท่าเป็นท่ามวยโบราณจริงและบางท่าก็ไม่รู้ที่ใช้ ในหนังเขาตั้งใจให้เป็นท่ามวยโบราณ แบบที่ดิฉันนำมาเปรียบเทียบหรือไม่

               ดังนั้นทุกอย่างนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉันเองไม่ใช่ข้อเท็จจริงจาก นักแสดง ทีมงานผู้สร้างแต่อย่างใด ถ้าผิดพลาดและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดิฉันก็ขออภัยค่ะ

ข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับต้มยำกุ้ง

” มวยคชสารมีประวัติดั้งเดิมมายาวนาน เป็นมวยที่เกี่ยวกับการทุ่ม ทับ จับ หัก เลียนอิริยาบทของช้างมาเป็นท่าต่อสู้ ”

               ประโยคลักษณะดังกล่าวจะเจอได้ในหนังสือบางฉบับที่ลงในบทสัมภาษณ์ทีมงานหนัง ต้มยำกุ้ง ซึ่งบางอย่างที่หนังสือลงอาจมีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง อาจเป็นเพราะการให้ข้อมูล และหนังสือที่ตีพิมพ์อาจต้องการให้เรื่องราวต่างๆผูกเข้าเกี่ยวโยงกันเข้า กับบทหนังตามเนื้อเรื่อง แต่หากผู้ทำภาพยนต์ให้ความรู้ในส่วนนี้กับผู้ชมด้วยแยกออกมาต่างหากอีกทีจาก เรื่องราวในหนัง ดิฉันคิดว่าน่าจะดีมากๆ เพราะปัจจุบันคงมีคนจำนวนไม่น้อย ที่เข้าใจผิดบางประเด็นเกี่ยวกับมวยไทยโบราณในหนังเรื่องดังกล่าว ในที่นี้เพื่อความชัดเจนดิฉันขออนุญาติแทรกเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงตามที่ ค้นคว้าเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ

1.ในประวัติศาสตร์มวยของไทยในอดีตไม่มีมวยคชสาร

               วิชามวยโบราณของไทยในอดีตจะมีชื่อเรียกต่างกันตามแต่ภูมิภาค และอาณาเขตต่างๆตัวอย่างเช่น มวยโคราช มวยไชยา มวยเจิง มวยท่าเสา มวยลพบุรี ดังนั้นมวยที่ชื่อว่ามวยคชสารที่เกี่ยวกับช้างในภาพยนต์จึงเป็นจินตนาการของ ผู้สร้างและต้องการสื่อให้เรื่องราวต่างๆในภาพยนต์เกี่ยวเนื่องและคล้องจอง กัน ซึ่งมวยไทยมีหลายๆท่าที่มีชื่อเกี่ยวกับช้างเช่น หักงวงไอยรา เอราวัณเสยงา ฯลฯ(ท่ามวยเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเลียนแบบกริยาท่าทางของช้างแล้วมาเป็นท่า มวย

               แต่เกิดจากการมีท่ามวยอยู่แล้ว และตั้งชื่อที่สอดคล้องกับท่วงท่าตามภายหลัง และบางท่าก็เลยมีคำที่เกี่ยวกับช้าง ที่สำคัญนอกจากชื่อมวยคชสารในความจริง จะไม่มีจริงแล้ว คำว่าทุ่ม ทับ จับ หัก ที่ใช้ประกอบลักษณะสไตล์ท่วงท่าของมวยคชสาร ในข้อเท็จจริงก็ไม่เกี่ยวกันอย่างอัตโนมัติทันที เพราะทุ่ม ทับ จับ หัก เป็นชื่อเคล็ดมวยของมวยไชยา

2. ลักษณะของทหารจตุลังคบาท เป็นทหารที่ใช้วิชาดาบเป็นหลัก

               ทหารจตุลังคบาทเป็นทหารที่ออกรบในสงครามที่จะเป็นผู้ดูแลเท้าช้าง ของช้างพระมหากษัตริย์ในการออกรบ และบริเวณหลังช้างที่นายท้ายช้างนั่งอยู่ ก็จะมีอาวุธต่างๆมากมาย ทหารจตุลังคบาทต้องมีความชำนาญ สามารถใช้อาวุธเหล่านั้นทุกประเภทได้ เมื่อถึงยามคับขันที่ต้องใช้อาวุธต่างๆ ได้พูดง่ายๆคือ ถ้าหนังเรื่องต้มยำกุ้งจะทำในแนวเนื้อเรื่องที่มีทหารจตุลังคบาทเป็นหัวข้อ หลักแล้ว ถ้าทำมาในแนวหนังที่ใช้ดาบเป็นอาวุธหลัก เป็นหนังเกี่ยวกับวิชาดาบและอาวุธ จา พนมใช้ดาบเป็นหลัก จะเหมาะสมกว่าทำมาในแนวมวยอย่างที่ทำออกมาค่ะ

               แต่ถ้าจะถามว่าแล้วทำออกมาเป็นแนวมวยอย่างที่เห็นผิดหรือไร ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าผิดค่ะเพราะถ้าทหารไทยอาวุธหลุดมือวิชามวยก็เป็นสิ่ง ทหารสามารถใช้ได้ ในยามจำเป็นที่คับขัน ในส่วนตรงนี้คงไม่ได้ถือว่าผิดจากข้อเท็จจริงมากมาย เพราะสามารถดึงในส่วนมวยตรงนั้นมาขยายความเป็นหัวข้อหลักเป็นวิชาหลักใน ภาพยนต์ได้ แต่ก็อย่างที่บอกในข้อ 1 แหละค่ะ วิชามวยของทหารจตุลังคบาทไม่ใช่วิชามวยคชสารแน่นอน เพราะชื่อวิชามวยคชสารนี้ไม่มีจริง
………………………………………………………………………………………………………………………………
อ่าน ภาคภาษาอังกฤษที่นี่ อ่านแล้วจะภูมิใจใน โทนี่ จา หนุ่มสุรินทร์บ้านเรา ข้าวเหนียวนึ่ง MAKE ROOM FOR TONY JAA‘S THAI MARTIAL ARTISTRY
………………………………………………………………………………………………………………………………
โทนี่ จา ตำนานแห่งแม่ไม้มวย ไทย แนวโน้มยกระดับเทียบ บรู๊ซ ลี และ แจ๊กกี้ ชาน

โทนี่ จา มีช้างสองเชือก ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับคนไทยก็เหมือนมีรถเปอร์เช่ 2 คัน นั่นคือสิ่งที่ควรจะรู้เกี่ยวกับดารานักแสดงวัย 30 คนนี้ที่ได้ก้าวเข้ามาสู่การแสดงพร้อมด้วยศิลปะแม่ไม้มวยไทยโดยใช้ระยะเวลา ที่สั้นมาก

               ข้อเปรียบเทียบระหว่างภาพยนตร์แนวเชิงศิลปะการ ต่อสู้ก็สร้างความกดดันมากพอแล้ว แต่สำหรับ โทนี่ จา ซึ่งเป็นคนไทยโดยกำเนิด และรับบทในเรื่อง “The Protector” ต้องยอมรับว่าเขาจะต้องถูกกล่าวขานในแนวเดียวกันกับนักแสดงอันเป็นที่รัก ทั้ง 3 ตระกูลพระเอกแอ็คชั่นอันดับ 1 นำเทคนิคศิลปะการต่อสู้มวยไทยมาประยุคใช้ แนะมีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าเขาจะเลื่อนขั้นขึ้นเทียบเท่ากับ Bruce Lee, Jackie Chan และ Jet Li นี่คือคำวิพากวิจารณ์จากบันดาแฟนหนังของเขา ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา มีกำหนดออกฉายวันที่ 8 กันยายน ซึ่งจะชี้ให้ทุกคนเห็นว่าเป็นเพราะอะไรทำไมเขาถึงก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้

               ทุ่ม-ทับ-จับ-หัก เป็นหัวใจสำคัญของ ท่ามวยช้างทำลายโรง ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นทหารจตุลังคบาท คอยปกปักรักษาคุ้มกันเท้าทั้ง 4 ข้างของช้างศึกของกษัตริย์ ไม่ให้ศัตรูเข้ามาทำร้ายได้ โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในศิลปะการต่อสู้แบบรุนแรง ดุดัน และหนักหน่วง ตามแบบฉบับแม่ไม้มวยไทยโบราณ อีกหนึ่งฉากแอ็คชั่น ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอน คือฉากการต่อสู้ของเหล่าเอ็กซ์เกม ที่รวมพลเป็นสิบ มาห้ำหั่นกับเดี่ยวแม่ไม้มวยไทยของ จา พนม พร้อมกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้ออย่าง นาธาน โจนส์ (นักมวยปล้ำยักษ์คู่ปรับ แบรด พิตต์ จาก Troy และร่วมแสดงกับเฉินหลงใน First Strike), จอห์นนี่ เหงียน (สตันท์ Spider-Man ทั้งสองภาค, Collateral, Serenity และร่วมแสดงใน Cradle 2 the Grave), จิน ซิง นักแสดงชาวจีน ผู้มีความยืดหยุ่นของเรือนร่างเป็นอาวุธ จอน ฟู และ ลาทีฟ โครเดอร์ พร้อมการเผชิญหน้า ระหว่างแม่ไม้มวยไทย กับศิลปะการต่อสู้วูซู, มวย K1, แคปโปเอลา (ศิลปะการต่อสู้แห่งบราซิล) เป็นครั้งแรกบนแผ่นฟิล์ม

               จา ตระหนักเสมอมาว่านักแสดงบทบู๊ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามท่านมีบทบาทที่สำคัญมาก สำหรับชีวิตของเขา เพราะเขาเติบโตจากการที่จ้องดูนักแสดงทั้งสามท่านนี้บนจอหนังกลางแปลงที่มา ฉายที่บ้านเกิดของเขาในชนบทในจังหวัดสุรินทร์ ภาคอีสานตอนเหนือของเมืองไทย ถึงแม้เขาจะมีเอกลักษณ์ซึ่งเป็นของเขาเองในแนวทางการต่อสู้ แต่ จา ก็พร้อมที่จะมอบความดีความชอบให้กับสามนักแสดงที่มีส่วนผลักดันเขาเป็นอย่าง มาก

               สำหรับ Bruce Lee คือความเข้มแข็งและพลัง จา บอกผ่านล่าม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และ สำหรับ Jet Li เป็น ความอ่อนโยน ส่วน Jackie Chan ออกในแนวกายกรรม แต่ผมใช้มวยไทย ผมทำงานโดยไม่ต้องใช้ ลวดสลิงช่วย มันเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผมดูภาพยนตร์ที่ผมแสดงแล้ว และสามารถพูดได้เต็มปากว่า “ผมทำทุกอย่างด้วยตัวของผมเอง”

               จา ในขณะที่อายุได้ 30 ได้ถูกจับให้แสดงในหนังในแนวศิลปะการต่อสู้ ก่อนที่เขาจะเข้าศึกษาต่อในระดับก่อนวิทยาลัย เขาได้เข้าเรียนศิลปะมวยไทยและหวังว่าจะมีอาชีพนักแสดง บิดาของ จา ซึ่งเป็นนักมวยไทยสมัครเล่น ได้ทำการต่อต้านความฝันของลูกชายเขา

               เมื่อดาราบทบู๋และผู้กำกับภาพยนตร์ พันนา ฤทธิไกรได้มาตั้งกองถ่ายทำในจังหวัดใกล้บ้านเกิดของเขา จา และ บิดาของเขา ได้เพราะไปติดต่อพูดคุยขอให้รับ จา ไว้เป็นลูกศิษย์ ภายใต้การฝึกสอนของ พันนา ฤทธิไกร จาได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ในภาพยนตร์ที่เขาได้รับบทเป็นเด็กน้ำ และ จากที่เขาได้เป็นผู้ช่วยในฝ่ายแสงสีเสียง จา ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย เช่นเดียวกันกับที่ บรู๊ซ ลี ได้ทำไว้ในปี 2503 ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไทย

               ภาพยนตร์ เรื่อง ต้มยำกุ้ง เหมือนเรื่อง องค์บาก เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งจากเมืองเล็กๆ ที่จะต้องจากหมู่บ้านของเขาเข้าไปในเมืองใหญ่เพื่อที่จะตามหาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์คืนให้กับคนในหมู่บ้านของเขา ในเรื่อง องค์บาก เขาต้องเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อที่จะนำเศียรพระพุทธรูปกลับมา แต่ในเรื่อง ต้มยำกุ้ง เขาถูกบีบบังคับให้เดินทางไปยังเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อที่จะนำช้างสองเชือกกลับคืนสู่ประเทศไทย

เนื้อเรื่องของ ต้มยำกุ้ง เป็นเรื่องที่ใกล้เคียง กับชีวิตจริงของ จา เพราะว่าครอบครัวของเขาเลี้ยงช้าง มาหลายชั่วอายุคน 

               “ช้างไทยมีความสำคัญเป็นอย่างมากในด้านวัฒนธรรม” จา กล่าว “ช้างเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและมรดกทางครอบครัว” “พวกเรามีความผูกพันธ์กับพวกมันอย่างลึกซึ้ง” ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำงานกับใครง่ายกว่า ระหว่าง สัตว์ที่มีน้ำหนักถึง 11,000 ปอนด์ หรือ นักแสดงทั้งหลายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จา บอกว่า “ทำงานกับช้างง่ายกว่า”

               จา เกิดมาจากครอบครัวที่ยากจนในแถบชนบท ของจังหวัดสุรินทร์ ในภาคอีสานตะวันออก ของประเทศไทย ช่วงที่เขายังเด็ก เขาหลงใหลภาพยนตร์ที่แสดงโดย บรู๊ซ ลี หรือ แจ๊กกี้ ชาน ซึ่งเขาจะมีโอกาสได้ดูจากหนังกลางแปง ตามงานวัด ในที่สุดภาพยนตร์จากประเทศฮ่องกงทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงกลเม็ดของศิลปะการ ต่อสู้แบบรุนแรง ดุดัน และหนักหน่วงเป็นรูปแบบมวยไทยที่เคยใช้แสดงต่อหน้าพระที่นั่ง

               “เป็นรูปแบบแม่ไม้มวยไทยซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของประเทศผม” จา กล่าว “มันคือศิลปะวิชาการป้องกันตัวที่ต้องใช้ศอก เข่า แทนที่จะใช้แขนหรือขา เหมือนกับ แจ๊กกี้ ชาน มวยไทยมีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นมาตรฐานอยู่ 8 ท่า รวมไปถึง “ท่ามวยช้างทำลายโรง” ซึ่งเป็นท่าที่ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อที่จะล้มคู่ต่อสู้ โดยจะเข้าไปจับขาของเขา และใช้ข้อศอกแทงที่ท้อง และเอาแขนกระเทกเข้าที่ต้นของเพื่อให้คู่ต่อสู่ล้มลง (คุณคงไม่อยากจะโดนลูกหลง)

               ในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น จา ใช้ชื่อแรกเกิดของเขา คือ พนม ยีรัมย์ ได้รับบทสตันท์แมนในหนังไทยหลายเรื่อง และ เขาได้มีโอกาสได้รวมแสดงในเรื่อง Mortal Kombat: Annihilation, ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด์ ที่เข้ามาดำเนินการถ่ายทำในประเทศไทย และ ความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้ของเขา ทำให้ผู้กำกับชาวไทย พันนา ฤทธิไกร ได้ตัดสินใจที่จะทำหนังเกี่ยวกับเรื่องราวของเขา

               ผลที่ตามมาก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่เป็นภาพยนตร์นานาชาติ และทางบริษัท Twenty Seได้นำดีวีดีออกมาวางตลาด บทโลดโผนของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ เพราะไม่มีการใช้ลวดสลิง
………………………………………….ยังมี ต่อ………………………………………………………………..

Reporter : PDN staff   Photo : PDN staff   Category : ข่าวบันเทิง

แสดงความคิดเห็น


    

*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com