พัทยาเดลีนิวส์

Hilton
08 เมษายน 2552 :: 17:04:27 pm 7594

ชวนกันกินผัก และเรียนรู้ เรื่องสมุนไพร

อาหารพวก "ผัก" ไม่เพียงแต่รับประทานแล้วอร่อยและอิ่มท้องเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางยาแอบแฝงอยู่อีกด้วย ผักเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากชนิดหนึ่ง เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น เกลือแร่ วิตามิน อยู่เป็นจำนวนมาก สารบางอย่างจะมีเฉพาะในผักเท่านั้น สิ่งสำคัญที่พบมากในผักทุกชนิดคือ "กากใย" (Fiber) ซึ่งเป็นส่วนที่ย่อยไม่ได้และไม่ให้พลังงาน

  กากใยของผักมีประโยชน์อย่างไร 

            1. ช่วยลดความอ้วนเพราะให้พลังงานน้อย และจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วและอิ่มได้นาน ช่วยลดความอยากอาหารลงไป เราสามารถลดพลังงานที่จะได้รับจากอาหารได้จึงส่งผลให้ลดน้ำหนักได้ 

            2. ลดอัตราการดูดซึมของน้ำตาล จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จนสามารถช่วยลดการใช้ปริมาณอินซูลินในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และยังค้นพบอีกว่าคนที่รับประทานใยพืชมากๆ จะช่วยลดโอกาสการเป็นเบาหวาน 

            3. ช่วยลดการดูดซึมไขมันและโคเลสเตอรอล 

            4. กระตุ้นลำไส้ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้ ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยเช่นกัน 

            5. ลดอัตราเสี่ยงจากไขมันอุดตันหลอดเลือด และช่วยลดความดันโลหิต มีรายงานการศึกษาวิจัยจากวารสาร Archives of Internal Medicine พบว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารพวกผักหรือเมล็ดธัญญพืชมากๆ มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ชอบรับประทานพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพในด้านลดความดันโลหิตลงมา ซึ่งจะส่งผลให้ลดอาการป่วยที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวาย เป็นต้น 

            6. ช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง เป็นต้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ผักชนิดต่างๆ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาให้เรากินกันตลอดทั้งปี ซึ่งผักตามฤดูกาลนั้น มีคุณภาพ อร่อย ราคาถูก 

            สมุนไพรเพื่อสุขภาพ 

            อาหาร ไทยได้ชื่อว่าอุดมด้วยสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แถมบ่อยครั้งที่ช่วยเยียวยาอาการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา วันนี้มีสมุนไพรที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมาฝากคนที่มักจะมีอาการท้องอืดท้อง เฟ้อ จุกเสียดแน่นเป็นประจำค่ะ 

            กระเทียม กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่นเนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่ บ่อยๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป 

            หอมเล็ก มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญหาอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่างๆ 

            พริกสด พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ 

            ข่า ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่นๆก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็กๆ 

            ตะไคร้ ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สดๆก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา 

            ใบแมงลัก ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอมๆนี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที 

            ใบ กะเพรา มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป สมุนไพรทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิดค่ะ 

            ขิงแก้เหงือกอักเสบ ตั้งแต่วัยรุ่นเป็นต้นไปถึงวัยทำงานช่วงต้นๆ ทุก 3 ใน 4 คนมีปัญหาโรคเหงือก และในบรรดาปัญหาโรคเหงือกทั้งหลาย เหงือกอักเสบสร้างความทรมานให้บ่อยที่สุด สาเหตุของปัญหาโรคเหงือกและฟันส่วนใหญ่เกิดจากการทำความสะอาดไม่ทั่วถึง ส่วนเหงือกอักเสบเกิดจากคราบฟัน หรือที่เราเรียกว่าคราบพลัค (plaque) ซึ่ประกอบด้วยเชื้อแบคทีเรียจากการหมักหมมของเศษอาหาร เกาะอยู่บนฟันหรือบริเวณขอบฟันจนในที่สุดจับตัวกันเป็นหินปูน เมื่อเกิดการติดเชื้อที่เหงือกหรือหินปูนเสียดสีกับเหงือก จึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น นอกจากการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึงแล้ว สภาพร่างกายที่อ่อนแอ เช่น เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเจ็บป่วย ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเหงือกอักเสบได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย ยิ่งไปกว่านี้หากเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างการแปรงฟันก็จะเกิดเหงือกอักเสบ ขึ้นได้ง่าย และหายช้าได้เช่นกัน หากใครกำลังมีปัญหาเหงือกอักเสบอยู่ ควรเร่งดูแลทั้งความสะอาดในช่องปากและสุขภาพโดยรวมให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรง ในเร็ววัน ระหว่างที่มีอาการเหงือกอักเสบ เรามีสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดการอักเสบ ต้านการเกิดฝีหนองได้ ซึ่งทุกคนคุ้นเคยกันดีมาฝาก เอาไว้ทาแก้เหงือกอักเสบ ซึ่งจะช่วยให้หายได้ในไม่กี่วัน สมุนไพรที่ว่าคือขิงสด นำขิงสดมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด นำมาหั่นและบดละเอียด ให้ได้สัก 1 ช้อนชา เติมเกลือลงไปเล็กน้อย ประมาณ 1/4 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันดี นำมาทาบริเวณที่เหงือกที่อักเสบ วันละหลายๆ ครั้ง อาการบวมของเหงือกจะค่อยๆ หายเป็นปกติ เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว อย่าละเลยการดูแลทั้งความสะอาดในช่องปาก และการดูแลสุขภาพจากภายในด้วยนะคะ 

            4 น้ำ 4 คุณค่า ที่ไม่ควรพลาด. เชื่อกันว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับเครื่องดื่มทั้ง 4 ชนิดนี้ดี แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงของมันมีมากแค่ไหน 

        1. น้ำใบบัวบก : น้ำใบบัวบกมีวิตามินเอสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้สายตาทำงานหนักอยู่เป็นประจำ เพราะจะช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังมีแคลเซียมและวิตามินบี1 สูงกว่าผักชนิดอื่นอีกด้วย ประโยชน์อื่นๆ ของน้ำใบบัวบกคือ ใช้แก้ช้ำใน แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ร้อนใน บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ถ้าดื่มทุกวันเป็นเวลา 1 อาทิตย์จะช่วยลดความดันโลหิตได้ แก้แผลอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสวะ

    

         2. น้ำว่านหางจระเข้ : ประโยชน์ของว่านห่างจระเข้อยู่ที่วุ้นซึ่งมีประสิทธิภาพในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็ว ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่อยู่รอบๆ แผล และถ้าเอาไปทานก็จะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้หายอ่อนเพลีย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ แต่เนื่องจากสารสำคัญในว่านหางจระเข้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้สดๆ ดังนั้นเมื่อตัดออกมาแล้วจึงควรใช้ทันที อย่าวางทิ้งไว้ และก่อนใช้ควรล้างยางสีเหลือๆ ออกให้หมดก่อน เพื่อไม่ให้เกิดอาการคันหรือแพ้ในภายหลัง 

 

            3. น้ำลูกเดือย : เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงกระดูกได้ดี เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้เจริญอาหารและเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น คนสมัยก่อนใช้น้ำลูกเดือยเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน บำรุงไต บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม แก้อาหารคลื่นไส้อาเจียน และโรคท้องร่วงได้ 

   

            4. น้ำขิง : อุดมไปด้วยแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน สารเบต้าแคโรทีนในน้ำขิงสามารถช่วยต้านมะเร็งได้ และยังมีคุณสมบัติเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ คลื่นไส้อาเจียน เมารถหรือเมาเรือ ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น 

           
             สะระแหน่คุณค่าที่มักมองข้าม สะระแหน่ ผักชนิดนี้มักถูกนำมาประดับอาหารประเภท ลาบ ยำ อยู่บ่อย ๆ จนหลายคนคิดว่าสะระแหน่เป็นไม้ประดับจริง ๆ เพราะมักถูกวางทิ้งไว้ข้างจาน อย่างน่าเสียดายประโยชน์ที่มีอยู่ในตัวประโยชน์ที่ว่า คือ สะระแหน่ใช้เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการ หวัดได้ และยังสามารถแก้อาการ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ และหากนำน้ำ ที่คั้นจากต้น และใบมาใช้ดื่ม ก็จะช่วยขับลมในกระเพาะได้ หรือใครจะกินสด ๆ เพื่อดับกลิ่นปากก็ยังได้นอกจากนี้ การบริโภคสะระแหน่ ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกัน ไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรงหากใครมีอาการปวดศีรษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น ก็ให้ดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง น้ำต้มใบสะระแหน่ ยังสามารถรักษา อาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด ส่วนการแก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อยทำได้โดยตำใบ สะระแหน่ให้ละเอียด แล้วพอกบริเวณ ที่โดนกัด อย่าลืมว่า ใบสะระแหน่ ที่สดและอ่อน จะมีคุณค่ามากกว่าใบสะระแหน่แห้ง รู้แบบนี้แล้ว อย่าปล่อยให้สะระแหน่เป็นเพียงไม้ประดับจานอีกต่อไป จงจัดการให้เรียบ อย่าให้เหลือ ไม่งั้น เสียดายแย่ 

            ขมิ้น อ้อย ลักษณะของพืช เป็นไม้ล้มลุกสูง 50-70 ซม. มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม ใบออกเป็นรัศมีติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 8-10 ซม. ยาว 30-40 ซม. ก้านใบยาว 8-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว 5-8 ซม. ใบประดับสีเขียวอ่อน ๆ หรือสีขาว รูปหอกเรียงซ้อนกัน ใบประดับ 1 ใบ มี 2 ดอก ใบประดับย่อยรูปขอบขนานยาว 3-3.5 ซม. ด้านนอกมีขน กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ มีขน กลีบดอกสีขาว โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อยาว ปลายแยกเป็น 3 ส่วน เกสรผู้คล้ายกลีบดอก มีขน อับเรณูอยู่ที่ใกล้ ๆ ปลาย ท่อเกสรเมียเล็ก ยาว ยอดเกสรเมียรูปปากแตร เกลี้ยง รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 ใบ2 ส่วนที่ใช้ทำยา เหง้าสดหรือแห้ง สรรพคุณและวิธีใช้ แก้อาการท้องเดินที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค – ใช้เหง้าหั่นเป็นชิ้นๆ ใช้ครั้งละ 1 กำมือ หรือน้ำหนักสด 20-30 กรัม น้ำหนักแห้ง 10-20 กรัม ใส่น้ำพอควรต้มให้เหลือ 1 ใน 3 เอาน้ำดื่มวันละครั้ง 2 ครั้ง 

            ไพล ลักษณะของพืช เป็นพืชล้มลุก ลำต้นใต้ดินที่เรียกว่าเหง้า เหง้ามีขนาดใหญ่ มีเนื้อในสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นเทียมแทงขึ้นมาจากดิน ลำต้นสีเขียว มีใบออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะยาวเรียว เนื้อในบางและปลายแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ดอกออกเป็นช่อแทงจากดิน โดยตรงมีกลีบประดับซ้อนกันแน่น มีดอกเหลืองอยู่ระหว่างกลีบประดับ ส่วนที่ใช้ทำยา เหง้าแก่จัดสรรพคุณและวิธีใช้ แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ดยอก ขับลม ท้องเดิน เหง้าไพลใช้เป็นยารักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ 

            – โดยนำเหง้าไพล หนัก 2 กิโลกรัมฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ทอดในน้ำมันพืช 1 กิโลกรัม จนเหลืองแล้วตักไพลออก ใส่ผงการบูรประมาณ 4 ช้อนชา ใส่ในภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็นจึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวด 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด 

            – ใช้เหง้าประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทา ถูนวดบริเวณที่มีอาการหรือตำให้ละเอียดผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบอังไอน้ำให้ความร้อนประคบบริเวณปวดเมื่อยและฟกช้ำ เช้าเย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ สำหรับที่ทำสำเร็จรูปหรือ ผลิตภัณฑ์ ครีมไพลจากสารสกัดเหง้าไพล สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ด ขัดยอก ฟกช้ำ 

            ตะไคร้ ลักษณะของพืช เป็นไม้ล้มลุก จำพวกหญ้า มีอายุหลายปี ลำต้นเป็นกอใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตร แตกใบหนาแน่นที่โคนต้น มีกลิ่นหอม กาบใบเล็กเรียว เกลี้ยง ใบรูปแถบเรียวแหลม กว้าง 2 ซม. ยาวถึง 90 ซม. ลิ้นใบยาว 2 มม. ดอกออกเป็นช่อแตกกิ่งก้านกระจาย โค้งลง ช่อดอกย่อยแบนออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งไม่มีก้านและอีกช่อหนึ่งมีก้าน ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน ยาว 6 มม. รูปยาวแคบกาบช่อดอกย่อย (glume) อันล่าง ค่อนข้างแบนไปยังโคน หรือด้านหลังแบนลง เป็นสันและสันค่อย ๆ แคบไปยังปลายประมาณ 2 ใน 3 สันจักเป็นซี่ฟัน ไม่เห็นเส้นตามยาว อันบนค่อนข้างเป็นรูปเรือ เป็นสันตอนบน มีเส้นตามยาว 1 เส้น กาบล่างของดอก (lemma) บาง ยาวพอ ๆ กับกาบช่อดอกย่อย มักมีเส้นตามยาว 2 เส้น ขอบเรียบ กาบอันบนสั้นกว่าเล็กน้อย ส่วนช่อดอกย่อยที่มีก้าน มีขนาดสั้นกว่าเล็กน้อย กาบช่อดอกย่อยอันล่างมีเส้นตามยาว 5 เส้น หรือมากกว่า อาจจะเหมือนกับช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน แต่ดอกย่อยอันบนเป็นดอกเพศผู้ 

            ส่วน ที่ใช้ทำยา ราก ต้น หัว ใบสด ลำต้นแก่ หรือเหง้า ใช้ได้ทั้งสดหรือแห้ง สรรพคุณและวิธีใช้ 1.ราก แก้ไข้ ปวดท้องและท้องเสีย 2. ต้น ขับลม ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว 3. หัว แก้ท้องอืดเฟ้อ และแน่นจุกเสียด 4. ใบ ช่วยลดความดันโลหิต แก้ไข้ 5. แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้สด ๆ ทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม 6. ขับปัสสาวะ ใช้วันละ 1 กำมือ (สด 40-60 กรัม แห้ง 20-30 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มประมาณวันละ 3 ครั้งๆ ละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) ก่อนอาหาร ผลิตภัณฑ์ น้ำตะไคร้ มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา แคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร สรรพคุณ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งลดความดันโลหิตสูง 

            มหัศจรรย์แห่ง “ยอ” ยอเป็นอาหารพื้นบ้านที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ในรูปแบบของอาหารชนิดต่างๆ เช่น ห่อหมกใบยอ แกงอ่อมปลาดุกใบยอ ส้มตำลูกยอ เป็นต้น และถึงแม้ว่าชีวจิตจะได้เคยนำเสนอประโยชน์ของยอไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนสอบถามกันเข้ามามากเกี่ยวกับสรรพคุณของยอ ใบยอ นำมาใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยลดไข้ แก้ท้องร่วงในเด็กได้ หากมีอาการปวดบวม หรืออักเสบ ให้ใช้ใบยอย่างไฟไปประคบก็จะรู้สึกดีขึ้น ผลอ่อน นำมาต้มดื่มแก้อาเจียน เนื่องจากลูกยอมีสารแอสเปอรูโลไซด์ที่ใช้แก้อาเจียนได้ดีทั้งในเด็กและ ผู้ใหญ่ สำหรับผู้หญิงก็ช่วยให้เลือดลมดีขึ้น บรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ป้องกันประจำเดือนมาไม่ปกติ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพราะอาจทำให้แท้งได้ ผลสุก ให้นำมาดองน้ำเกลือประมาณ 7 วัน ทานแก้โรคเบื่ออาหาร เจริญอาหารมากขึ้น แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา น้ำลูกยอได้รับความนิยมมากขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมีการสกัดออกมาจำหน่ายในรูปอาหารเสริมซึ่งอ้างว่า สามารถรักษาโรคได้หลายชนิด ซึ่งในความจริงแล้วเราคงไม่สามารถสรุปได้ถึงเพียงนั้นว่าน้ำลูกยอมีสรรพคุณ ในการรักษาได้จริงๆ แต่หากจะกล่าวว่าสารสำคัญในลูกยอ มีส่วนส่งเสริมสุขภาพจึงน่าจะถูกต้องมากกว่า เพราะงานวิจัยหลายชิ้นก็ได้ทำการศึกษาว่าสารสำคัญในลูกยอมีผลในการต้านการ อักเสบ ควบคุมการติดเชื้อ ส่งเสริมการสร้างเซลล์ ต่อต้านอนุมูลอิสระ และสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ แต่สำหรับคนไทยที่มีต้นยออยู่เกลื่อนประเทศ เราแทบจะไม่มีความจำเป็นต้องซื้อสารอาหารแบบสำเร็จรูป เพราะเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นอาหารได้อย่างหลากหลาย และจะรับประทานให้บ่อยแค่ไหนก็ได้นอกจากการดัดแปลงเป็นเมนูอาหารต่างๆแล้ว คุณก็ยังสามารถสกัดน้ำลูกยอมาทานเองได้ง่ายๆด้วย เพียงใช้ลูกยอสุกพอดีมาคั้นน้ำ ผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆเพื่อกลบรสเฝื่อนของกลิ่นลูกยอ ทานเป็นน้ำผลไม้ทานระหว่างวันก็ได้ทั้งความชื่นใจและประโยชน์ต่อสุขภาพอย่าง เต็มเปี่ยมด้วย 

            กุยช่าย…ผัก (ไม้) กวาดล้างโรคท้องผูก กุยช่าย หรือ ผักไม้กวาด หรือที่ชาวอีสานรู้จักกันดีในชื่อว่า ผักแป้น นิยมรับประทานสดๆ กับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย หรือผัดผักกินกับข้าวสวย นอกจากนี้ยังนำมาทำเป็นขนมกุยช่ายก็อร่อย แต่คุณทราบหรือไม่คะว่าผักกุยช่ายยังเป็นสมุนไพรรักษาโรคได้อีกมากมาย แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดยใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่ายมีใยอาหารมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ใบสดตำละเอียดพอกบริเวณที่เป็น บรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้ แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย โดยใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดหรือยาผงรับประทาน รักษาโรคหูน้ำหนวก โดยใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู บำรุงน้ำนม คนไทยโบราณเชื่อว่าแม่ลูกอ่อนกินแกงเลียงใส่ผักหอมแป้นหรือกุยช่ายจะช่วย บำรุงน้ำนมได้ดี รู้ข้อดีอย่างนี้แล้ว เห็นทีมื้อหน้าต้องขอผัดกุยช่ายกินกันเสียหน่อยแล้วค่ะ 

            เส้น ผมสวยด้วยบอระเพ็ด บอระเพ็ดถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง แต่ประโยชน์ข้อหนึ่งคือสามารถช่วยให้ผมเงางามได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีมาฝากกัน วิธีทำ คือ นำบอระเพ็ดสดมาตำให้ละเอียด ผสมน้ำซาวข้าวลงไปพอประมาณ ตั้งทิ้งไว้สักครู่ จากนั้นกรองคั้นเอาแต่น้ำ นำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วสระผมตามปกติ ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพียงเท่านี้ผมก็จะเงางามได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองทำดูได้ 

            ประโยชน์ ของใบมะกรูด ใบมะกรูด เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาปรุงอาหาร วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกันประโยชน์ของใบมะกรูดมีหลายอย่าง เช่น ขับลม ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี แต่บางคนคิดว่าเอามาทานได้อย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่บางคนก็เอามาทำเป็นสมุนไพรแบบ “สปา” ซึ่งถ้ารู้สึกเครียด ๆ ก็เอาใบมะกรูดมาฉีก ๆ แล้วดมก็ทำให้ผ่อนคลายได้เหมือนกัน เพราะในใบมะกรูดจะมีสารบางตัวทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี คนที่อยู่ต่างแดน ช่วงนี้อากาศเย็นมาก ๆ ออกไปข้างนอกกลับมาเย็นมือเย็นเท้า แถมเกร็ง ๆ ไปทั้งตัวก็ใช้ ใบมะกรูด ได้เหมือนกัน วิธีทำ คือ นำน้ำอุ่นใส่ภาชนะ ฉีกใบมะกรูดลงในน้ำอุ่นแช่เท้าหรือมือไว้สักพัก กลิ่นใบมะกรูดทำให้รู้สึกผ่อนคลาย บวกกับน้ำอุ่น ก็จะทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้นสบายตัวดีด้วยรู้อย่างนี้แล้ว หันมาทานใบมะกรูดกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี. 

            ประโยชน์ ของสะตอ วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์ของสะตอมาฝากกัน – ช่วยให้ความดันโลหิตเป็นปกติ มีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์ – ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ทำให้ไม่ป่วย ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา – ช่วยให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันได้ดี มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ช่วยในการระบาย รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานสะตอ เพื่อสุขภาพกันดีกว่า. 

            น้ำ มะนาวช่วยขจัดรังแค มะนาวมีประโยชน์หลายอย่าง แล้วทราบหรือไม่ว่า น้ำมะนาวช่วยดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะให้นุ่ม สวย แถมไร้รังแคอีกด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกันคนส่วนใหญ่มักคิดว่าหนังศีรษะแห้งถึง จะก่อให้เกิดรังแคได้ แต่จริง ๆ แล้วคนผมมันก็เกิดรังแคได้เช่นกัน เพราะหนังศีรษะมัน รังแคจะเกาะติดและก่อให้เกิดอาการคันและระคายเคือง ยิ่งปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้หนังศีรษะอุดตันเป็นสิวได้ด้วย มะนาวเป็นกรดธรรมชาติช่วยชำระล้างเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกอย่างอ่อนโยน ซึ่งน้ำมันจากมะนาวยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียสามารถทำความสะอาดและคืน สมดุลให้กับหนังศีรษะและเส้นผมช่วยลดความมันได้อีกด้วย ขั้นตอนการทำ คือ นำน้ำมะนาว 8 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำบริสุทธิ์ครึ่งถ้วย คนน้ำมะนาวและน้ำเข้าด้วยกัน แล้วนวดลงบนหนังศีรษะและเส้นผมด้วยปลายนิ้วอย่างเบา ๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายและช่วยระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท พร้อมหมักทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างออก จะช่วยล้างรังแคเหนียว ๆ ที่ติดอยู่บนหนังศีรษะ และช่วยทำให้เส้นผมนุ่ม สลวยเป็นเงางามรู้อย่างนี้แล้วใครที่มีปัญหากับรังแค ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติดูได้.

             หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า ถ้าคุณผู้อ่านได้อ่านจนจบ จะต้องมีความนู้เรื่องผักและสมุนไพร ไทย และนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้บ้างไม่มากก็น้อบ แล้วโอกาสต่อไป เราจะนำเสนอความรู้และสิ่งดี ๆ แบบนี้ ให้ทุกท่านได้อ่านต่อไป

Reporter : PDN staff   Photo : Internet   Category : สุขภาพ

แสดงความคิดเห็น


    

*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

bb