พัทยาเดลีนิวส์

13 มกราคม 2554 :: 09:01:51 am 51162

FCI โชว์โรงงานใหม่ไทยนิปปอน เบอร์หนึ่งผู้ผลิตถุงยางของไทย

สองผู้นำธุรกิจเอฟ.ซี.ไอ.ฯ และไทยนิปปอนรับเบอร์ฯ ผนึกกำลัง โชว์ศักยภาพ เทคโนโลยีงานก่อสร้างโรงงานที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เสริมกำลังการผลิตถุงยางอนามัยให้ไทยนิปปอนรับเบอร์ฯ ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งกำลังการผลิตถุงยางอนามัยสูงที่สุดของประเทศ
สนใจโฆษณา

ชลบุรี – เมื่อเร็วๆ นี้ (11 ม.ค. 53) นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง บริษัท เอฟ.ซี.ไอ. อินเตอร์เนชันแนล จำกัด โดยคุณพนม  พิมพ์แสง กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยระหว่างนำคณะสื่อมวลชนที่เข้าเยี่ยมชมผลงานการก่อสร้างโรงงานสำเร็จรูปให้กับลูกค้าในโครงการล่าสุดของบริษัทฯ คือโรงงานผลิตถุงยางอนามัย ของบริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด มูลค่า 600 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี

คุณพนม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ นับเป็นผลงานที่บริษัท เอฟ.ซี.ไอ.ฯ ภูมิใจมากๆ ด้วยเป็นโรงงานที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 40,000 ตารางเมตร อีกทั้งยังต้องสร้างมาตรฐานคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าคือทาง ไทยนิปปอนรับเบอร์ฯด้วย เนื่องจากถุงยางอนามัย ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือแพทย์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และยังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการอาหารและยา ดังนั้น โรงงาน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องตอบสนองข้อกำหนดเหล่านั้น

นอกจากนี้ การผลิตของโรงงานแห่งนี้ ยังมุ่งเน้นเพื่อการส่งออก มาตรฐานคุณภาพในการผลิตระดับสากลจึงเป็นเรื่องที่เอฟ.ซี.ไอ.ฯ เข้มงวดกับคุณภาพงานตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงทุกขั้นตอนการก่อสร้าง

โดยลักษณะเด่นของโรงงานแห่งนี้ เอฟ.ซี.ไอ.ฯได้นำเทคโนโลยีเรื่องการจัดการสภาพแวดล้อม และแนวคิดโรงงานสีเขียวเข้ามาเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการสร้างภาวะน่าสบายในการทำงานให้กับพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานอยู่ในโรงงานนี้

ทางด้านบริษัทไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด คุณอมร  ดารารัตนโรจน์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า เมื่อเริ่มการผลิตที่โรงงานแห่งนี้ จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 75 จากเดิม ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถผลิตถุงยางอนามัยได้ 1.4 พันล้านชิ้นต่อปี และจะกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั้งยังช่วยทำให้ไทย ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยอันดับหนึ่งของโลก ด้วยปริมาณ 3.8 พันล้านชิ้นต่อปีด้วย โดยในส่วนของบริษัทฯนั้น จะส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ 90% ของการผลิต

ส่วนที่เหลือจะจัดจำหน่ายภายในประเทศภายใต้แบรนด์ วันทัช ด้วยมาตรฐานคุณภาพเดียวกันในระดับสากล ตัวผลิตภัณฑ์จะมีทั้งผิวเรียบและผิวไม่เรียบ มีหลากสี หลายกลิ่น นอกจากนี้มีตัวเจลเป็นสารหล่อลื่นที่ใช้เสริมในตัวถุงยางอนามัย

 

คุณอมรยังกล่าวอีกว่า การลงทุนสร้างโรงงานใหม่ของบริษัทฯ ได้มอบความไว้วางใจให้กับบริษัท เอฟ.ซี.ไอ.ฯของคุณพนม พิมพ์แสง เพราะเห็นแล้วว่า เอฟ.ซี.ไอ.ฯมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในงานสร้างโรงงานที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งอันนี้เป็นจุดเด่นของเอฟ.ซี.ไอ.ฯที่มีผู้บริหารเชี่ยวชาญและอยู่ในธุรกิจสร้างโรงงานนี้มาอย่างยาวนาน เพราะการก่อสร้างโรงงานอย่างการผลิตถุงยางอนามัยนี้ จำเป็นต้องมีความละเอียด และเข้มงวดกับกฎกติกาที่ควบคุมโดยหน่วยงานสาธารณสุขอย่างมาก จำเป็นต้องใช้มืออาชีพที่วางใจได้จริง และเอฟ.ซี.ไอ.ฯก็สามารถตอบความต้องการของบริษัทฯได้อย่างไม่ผิดหวัง

บริษัทไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 เป็นบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่น (แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นบริษัทของคนไทย (ถือหุ้น 100%) แล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา) โดยเริ่มต้นจากที่บริษัทมีกำลังการผลิตถุงยางอนามัยเพียง 60 ล้านชิ้นต่อปี และกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศเมื่อเดินหน้าผลิต ณ โรงงานแห่งใหม่นี้

บริษัท เอฟ ซี ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำด้านการออกแบบก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี ถือกำเนิดจากแนวความคิดของ คุณพนม พิมพ์แสง กรรมการผู้จัดการ ที่มีประสบการณ์ช่ำชองในวงการก่อสร้างรวมทั้งการออกแบบและก่อสร้างมากว่ายี่สิบปี ได้มีความคิดริเริ่มที่จะสร้างมาตรฐานการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมา โดยเปรียบเทียบให้โรงงานเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมีบริษัท เอฟ ซี ไอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นแบรนด์ที่จะเข้ามารับรองคุณภาพ โดยมีการกำหนดรูปแบบโรงงานออกมาเป็นรุ่นต่างๆ ให้ลุกค้าได้เลือกสรรและสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่า “โรงงานสำเร็จรูปที่ตอบสนองทุกความต้องการ”

บริษัท เอฟ ซี ไอ จำกัด รับออกแบบก่อสร้างโรงงานสำเร็จรูปและติดตั้งเครื่องจักรในรูปแบบครบวงจร  ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม อาทิ อาหาร เซรามิค  เคมี  เฟอร์นิเจอร์  อิเล็กทรอนิกส์  เครื่องหนัง  คลังกระจายสินค้า และสำนักงาน สามารถให้การบริการได้ตั้งแต่การวางแผนงานเพื่อสร้างโรงงานใหม่  ปรับปรุงพื้นที่โรงงานเดิม  หรือแม้แต่การขยายไลน์การผลิต   ทั้งนี้ได้เพิ่มศักยภาพการก่อสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จภายใน 4-8 เดือน  โดยยึดถือประสิทธิภาพและประโยชน์ใช้สอยตรงความต้องการของลูกค้า  ทั้งยังปรับให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิตของลูกค้ารวมทั้งขนาดที่ดิน  ตรงตามหลักวิศวกรรม และข้อกำหนดของกฎหมาย  และยังรวมไปถึงการจัดทำคู่มือการบำรุงรักษาโรงงานให้แก่ลูกค้าให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  หรือที่เรียกว่า “One Stop Service” อีกด้วย

Category : ข่าวธุรกิจ

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com

Naja