พัทยาเดลีนิวส์

20 พฤศจิกายน 2551 :: 16:11:22 pm 4876

Yara Challenge วิ่งไปไม่อายฟ้าอายดิน

ปลูกต้นไม้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ ที่ถามก็เพราะว่า อยากลองให้คุณได้ตรวจสอบดูว่า ครั้งสุดท้ายที่มือเปื้อนดินน่ะ เมื่อไหร่?
สนใจโฆษณา

            เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปงาน The Yara Bangkok Challenge 2008 Amazing Thailand Adventure Race Series หรือแปลเป็นไทยได้ความสั้นๆ ก็คือ “การแข่งขันกีฬาผจญภัย” นั่นเองครับ งานนี้ก็เหมือนกับกันการแข่งขันไตรกีฬาทั่วไป เพียงแต่ผู้จัดเค้าเพิ่มการแข่งขันขึ้นมาอีกอย่างนึง นั่นคือ วิ่ง ปั่นจักรยาน พายเรือ และ ว่ายน้ำ

ต้องอึดจริงๆ ครับ ถึงจะมาทำอะไรแบบนี้ได้

และที่ประหลาดใจมากที่สุดก็คือ ผู้เข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันกีฬาผจญภัยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเซีย แต่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ นั้น ผู้เข้าแข่งส่วนใหญ่กลับเป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยครับ เห็นหัวดำๆ หงอกๆ (มีนะครับ) ที่รู้ว่าเป็นคนไทยมีแค่ไม่กี่หยิบมือเอง แต่ก็ประหลาดใจและดีใจครับ ที่คนต่างชาติไม่ได้เห็นบ้านเรา แล้วนึกถึงแต่ พัทยาพัฒน์พงศ์ กับ วัดวาอารามเท่านั้น

อะแฮ่ม… ไม่ใช่ว่าสองสิ่งนี้ไม่ดีนะครับ แต่มันอเมซิ่งที่ได้ดูฝรั่งหัวแดงหัวทองวิ่งหอบหืดกันตามคันนา พอปั่นจักรยานมาถึงเรือก็หมดแรง ตกน้ำป๋อมแป๋ม หัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก มีความสุขกันซะอย่างนั้น

เห็นแล้วนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ ครับ โดดน้ำคลอง ไปเกาะเรือเกลือ เรือช้าๆ ที่ขามาจะสูงลิบ แต่ขาไปจะเหลือพ้นน้ำมาแค่นิดเดียว นั่นล่ะครับเรียกว่า “เรือเกลือ” เรือพวกนี้ช้าครับ เด็กๆ ว่ายไปเกาะเล่นได้สบายๆ เพราะเรือหนัก บรรทุกของเยอะ บางทีก็บรรทุกทั้งไปทั้งกลับ แต่ใช้เรือลากลำเล็กนิดเดียว ถ้าใครโดนเหน็บว่า ช้าเหมือนเรือเกลือก็นั่นล่ะครับ ให้สังวรณ์ไว้ว่า ช้าจนเด็กมันปีนเล่นได้แล้ว

การ แข่งขันเริ่มเมื่อเวลาประมาณ 8.30 น. และครั้งนี้ผมมีโอกาสได้ไปถ่ายภาพด้วยครับ ก่อนไปค่อนข้างเกร็งมาก เพราะเค้าแข่งกันวันเดียว แพ้ชนะรู้ผลเลย กลัวว่าจะได้ภาพการแข่งขันที่ดุเดือดไม่เร้าใจพอ แต่พอไปถึงแล้ว ฮาครับ ฝรั่งส่วนใหญ่ที่เป็นชาวยุโรป ฝรั่งเศส เบลเยียม ฯ เค้าไม่ได้มาแข่งเอาโลห์อะไรหรอกครับ เค้ามาแข่งเอามันส์ หลายคนมาเป็นกลุ่ม 5-6 คน หอบลูกจูงหลานมาพร้อมจักรยานปั่นกันมาเป็นขบวน ครอบครัวเพื่อนฝูงคอยนั่งรถตามไปเชียร์กันเป็นจุดๆ เห็นหน้ากันที ก็ป้อนน้ำป้อนขนม น่ารักดีครับ

แต่ ที่เห็นแล้ว รู้สึกว่าน่าอายอย่าง …เปล่าครับ อย่าเพิ่งคิดว่าเค้าจะมา French Kiss แอบจูบกันดูดดื่มตามชายทุ่งอะไรแบบนั้น ที่ว่าอายก็คือ สถานที่แข่งขันครั้งนี้ เค้าจัดที่ เรือนแพ ฟิชชิ่งปาร์ค มีนศิริ รีสอร์ท แถวๆ เขตหนองจอก แถวนั้นยังมีสภาพแวดล้อมที่ดีอยู่นะครับ เห็นท้องทุ่งนาเขียวสลวยเวลาต้องลมฤดูหนาว ฝรั่งพวกนี้เค้าก็จะวิ่งไปตามคันนาเนี่ยล่ะ เหยียบโคลนเหยียบเลนกันน่าไม่อาย แต่เราสิครับอาย เดินไปถ่ายภาพที ดูหยิบโหย่งมาก ทำอย่างกะตัวเองเป็นผู้ดีในละครหลังข่าว บางทีแอบวี้ดว้ายแต๋วแตกซะด้วยซ้ำ

ยิ่งตอนที่ลงพายเรือหรือช่วง แข่งการแข่งขันว่ายน้ำด้วยแล้ว ฝรั่งพวกนี้เค้าจะดูมีความสุขกันมากเลยครับ อย่าไปนึกตามภาพคลองแบบบ้านเค้านะ คลองแถวหนองจอกครับ คลองไทยๆ ที่ต้องแหวกผักตบงมหอยโข่งกันนี่ล่ะครับ ได้อารมณ์ ไอ้ขวัญกับอีเรียมสุดๆ

นึกๆ ไป ก็อายครับ ทั้งอายทั้งอิจฉา นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่ไม่ได้ลงเล่นน้ำคลองแบบนี้ เพราะมัวแต่กลัวว่าน้ำคลองบ้านเรานั้นมันช่างสกปรก ไม่ศิวิไลเซชั่น เหมือนคลองฝรั่ง คลองเวนิชอะไรแบบนั้น

พอมาเจองานนี้ ใครว่าคลองกรุงเทพฯ สะอาดไม่ได้มาตรฐาน ขอเถียงขาดใจ คลองฝรั่งก็คลองฝรั่งเหอะ รับรอง คลองบ้านเราโดดสนุกกว่าเป็นไหนๆ ทำไมเหรอครับ เพราะอากาศบ้านเรานี่เวลาโดดน้ำเล่นแล้วมันเย็นชื่นใจครับ คลองบ้านเขาเอาไว้พายเรือหล่อๆ จิบไวน์กัดขนมปังลอยไปกับสายน้ำ ของเรานี่ โชคดีกว่าด้วย เพราะปูปลายังหาจับหากินกันได้อยู่

ไม่ อยากจะโม้มากครับ เดี๋ยวหาว่ารับเงินฝรั่งมายอไทย (ฮา)

แต่งาน เลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา การแข่งขันย่อมต้องมีผู้แพ้ – ผู้ชนะ บ่ายสามหน่อยๆ ของวันเดียวกัน ก็ถึงเวลามอบเหรียญแล้วครับ ผู้ชนะก็ดีใจกันไป ผู้แพ้ก็นั่งหอบแฮ่กๆ คงคิดในใจ นี่เราเสียตังค์มาเหนื่อยทำไม (วะ) แต่เชื่อมั้ยครับ คนชนะส่วนใหญ่คนไทยนะครับ ในประเภทการแข่งขันแบบ X-Tream ซึ่งต้องวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกันสองคนเนี่ย คนไทยครับ คนไทย “ภูมิใจนะครับ อะไรที่เราจริงจังนี่ ฝรั่งสู้ไม่ได้เลย”

อีกประภทคือ Adventure รุ่นอายุเกิน 80 ปี (ซึ่งเอาอายุคนในทีมสองคนมาบวกกันนะครับ) เขาชื่อทีมว่า I think we can ครับ อันนี้เป็นฝรั่งทั้งคู่ที่ชนะ ต้องยอมเค้าครับ เพราะคนเราพอมั่นใจว่าไอแคน อะไรก็ย่อมทำได้ครับ แต่พอมาถึงรุ่นอายุเกิน 100 รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 กลับตกเป็นของคนไทยอีกครั้งครับ เพราะคนไทยใจเกินร้อยอยู่แล้ว 555 อย่างนี้เขาเรียกขิง (ไทย) ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด

นอก จากสามรุ่นที่ว่ามานี้ การแข่งขันยังถูกแบ่งออกเป็นทีมชายคู่ หญิงคู่ และทีมคู่ผสมอีกนะครับ และที่สำคัญที่สุดคือ ทุกทีมต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคู่ครับ ถือหลักการแบบไทยๆ ว่า มาด้วยกันไปด้วยกัน ได้รางวัลก็แบ่งกันไป แต่แอบเห็นบางคู่ที่เพื่อนต้องออกจากการแข่งขันก่อน เพราะประสบอุบัติเหตุ หกล้มบ้าง ลื่นบ้าง ยับเยินกันไปพอหอมปากหอมคอ พอส่งเพื่อนเจ็บขึ้นรถพยาบาลเสร็จ ก็กลับมาแข่งต่อ พายเรือสบายใจเฉิบ สปิริทนักกีฬาครับ

คาดว่าเพื่อนคงสั่งเสียไว้แล้วว่า “ไม่ต้องห่วงฉัน” …ก็พายไป ไอไม่ห่วงยูแล้ว เพราะหมอไทยเค้าฝีมือระดับโลก ดีไม่ดี ยูกลับมาอีกทีจมูกอาจจะโด่งกว่าเดิมก็ได้ใครจะรู้ 555

แบบ ที่มาปรึกษาหัวใจกลางสนามแข่งก็มีครับ ด้วยความที่แดดเมืองไทย ร้อนไม่แพ้ชาติใดในโลก กว่าจะเก็บภาพผู้เข้าแข่งได้ ผมจึงไปแอบซ่อนตัวตามสุมทุมพุ่มไม้ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่น่าจะแรงเกินกว่าค่า SPF 150 แน่ๆ แอบๆ ไป พอเห็นนักกีฬาวิ่งมาก็ต้องโผล่หน้าออกมาถ่าย แต่ทีนี้ผิดคาดครับ เพราะทีมนี้เขาเดินกันมาสองคน คู่ผสมชาย-หญิง อารมณ์ประมาณคงปรึกษากันว่า กลับไปคราวนี้ชั้นจะแต่งงานดีมั้ยเธอ ฝ่ายชายก็เดินเตะยอดหญ้ามาเลย แหมเธอน่าจะคิดดูให้ดีๆ ก่อนนะ (แอบชอบเพื่อนสนิทก็ไม่บอก) พอเห็นเราโผล่ออกไปเท่านั้นล่ะครับ จิตวิญญาณของนักกีฬามันพุ่งกลับเข้าร่างอีกครั้ง วิ่งต่อ วิ่งต่อ “ฮาครับฮา เจอแบบนี้หายร้อนเลย”

ดูๆ ไปก็เพลิดเพลินเจริญใจดีครับ ผมไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศแบบ Chill Chill ก็ได้แง่คิดมามากมายระหว่างที่ดูนักกีฬาลุยคันนาฝ่าทุ่งข้าว ไอ้เราร้อนๆ ก็นึกอยากโดดน้ำเล่นกับเค้ามั่ง แต่ก็ทำไม่ได้ พอนึกถึงก่อนหน้านี้ ตอนที่มีเวลาว่างก็ไม่ทำ

จนได้นั่งนึกนอนนึกระหว่างเดินทางกลับใน ช่วงเย็น เมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้นลง กับคำถามที่ถามค้างไว้ในใจมานานแล้วว่า “เราปลูกต้นไม้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน? “

ที่ ถามเพราะมันอย่างนี้ครับ เพิ่งไปอ่านเจอว่า คนไทยที่มีกิจกรรมทางกายไม่มากพอนั้น มีสัดส่วนชายหญิงรวมกันสูงถึง 44.9 % ไม่น่าเชื่อนะครับ ในขณะที่ฝรั่งเขายังรู้จักที่จะจ่ายตังค์มาวิ่งตามคันนา เราคนไทย โดยเฉพาะคนที่เอาตัวเองไปเบียดไว้ในซอกหลืบของเมืองใหญ่ กลับเดินขาลีบไหล่ห่ออยู่ตามศูนย์การค้า หรือไม่ก็งอมืองอเท้ารอเสพเอาความสุขจากหน้าจอทีวี

มันนานแค่ไหน แล้วครับ ที่เราเริ่มทำตัวเหินห่างจากธรรมชาติ และมันนานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้ถอดรองเท้าเดินบนดิน ดินที่ให้พืชให้ผล ให้ทุกชีวิตได้เติบโตและหากินบนดินนี้

ผม เองยอมรับอย่างหน้าด้านๆ เลยว่า รักธรรมชาติพอๆ กับที่เกลียดธรรมชาติครับ ว่าไปแล้วมันก็ทุเรศตัวเองครับ ที่เราชอบดอกไม้สวยๆ ชอบนิ่งพิงต้นไม้ใหญ่ อ่านหนังสือหรือแค่ทอดถอนใจในวันเก่าๆ ของชีวิต แต่ไม่เคยลงมือปลูกต้นไม้เลยสักต้น

ชอบไปเดินตามตลาดนัดขายต้นไม้ ชอบสีเขียวและรู้สึกสดชื่นเป็นบ้า เมื่อฝนจากฟ้าหล่นลงมากระทบดิน แต่ตัวเองแค่จะใช้สองมือเปล่าๆ โกยดินมาเลี้ยงต้นไม้ ยังคิดแล้วคิดอีก ฝืนไม่ได้ใส่ถุงก๊อบแก๊บจับดินก็ยังเคย น่าทุเรศมั้ยล่ะครับ

จบการ แข่งขันกีฬาผจญภัยครั้งนี้ รู้สึกหน้าชาครับ ไม่ใช่เพราะแดดแรง แต่อายตัวเองครับ รู้สึกสมเพชตัวเองเล็กๆ ว่าไอ้ความรักผจญภัยของตนมันหายไปไหนหมด ผมไม่อยากถามท่านผู้อ่านว่า ตอนยังเด็กเป็นเหมือนผมบ้างมั้ยครับ

โลด โผนโจนทะยาน โดดน้ำคลอง ว่ายน้ำแข่ง วิ่งไล่กันยิงนกตกปลา ตามประสามนุษย์ที่กำเนิดเกิดมาโดยมีรากเหง้าเดียวกัน คือ ธรรมชาติ ไม่ต้องตอบครับ เพราะผมเชื่อว่าหลายท่านคงจำภาพตัวเองแก้ผ้ากระโจนลงน้ำกับเพื่อนๆ ได้ดี เหมือนมันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้

คิดๆ ไปแล้ว ผมก็รู้สึกอายตัวเองในวันนั้นครับ ถ้ารู้ว่าโตขึ้นมาแล้วเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรไม่จริงๆ จังๆ แบบนี้ กะอีแค่ปลูกต้นไม้สักต้นยังกลัวดินจะเปื้อนมือ สู้ผมไม่กินข้าวให้มันโตขึ้นมาดีกว่าครับ เพราะอยู่ไปก็อายฟ้า อายดิน อายข้าวอายปลา ที่เลี้ยงเราขึ้นมาครับ

อ้าว… เล่ามาฮาๆ จบออกมาทำไม๊ ทำไมหดหู่อย่างนี้เนี่ย หวังว่าพบกันคราวหน้า คุณผู้อ่านคงจะไม่เห็นผมเป็นเหมือนเดิม ที่ขี้บ่นอย่างนี้อีกแล้ว

สวัสดี ครับ

Reporter : PDN staff   Photo : PDN staff   Category : ท่องเที่ยว

แสดงความคิดเห็น


    
*

ข้อความหรือความเห็นที่เข้าสู่โปรแกรมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของระบบ และมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะไม่รับผิดชอบใดๆ กรุณาแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ และใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกข้อความ หากท่านเห็นข้อความใดผิดต่อกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ webmaster@pattayadailynews.com